ในปี 2568 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ผู้สูงอายุจำนวน 20.42 ล้านคน จากประชากร 66.5 ล้านคน ในจำนวนนั้นจะมีผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันคาดว่ามีผู้สูงอายุติดเตียงประมาณ 1 ล้านคน จากจำนวนผู้สูงอายุ 12 ล้านคน

ปัญหาที่ตามมาของผู้ป่วยติดเตียงเป็นระยะเวลานานๆ ก็คือ การเกิดแผลกดทับ และการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการขาดแคลนบุคลากร และรายจ่ายด้านสุขภาพ ที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดร.ปราการเกียรติ ยังคง อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เห็นปัญหา และได้พัฒนาระบบ “ระบบเซนเซอร์เฝ้าระวังผู้ป่วยติดเตียงจากแผลกดทับ “ ขึ้น โดยมีการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องกระทั่งนำมาใช้งานจริงในโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และเปิดขายระบบเชิงพาณิชย์เมื่อปีที่ผ่านมา

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า ระบบเทคโนโลยีนี้ จะช่วยคน 3 กลุ่ม คือ 1.ช่วยโรงพยาบาล สำหรับดูข้อมูลผู้ป่วยระยะยาว 2.สถานดูแลผู้สูงอายุ Nursing Home ที่จะมีข้อมูลในการดูแลคนป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุ และ 3.ช่วยคนที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่บ้าน ระบบนี้ยังจะช่วยผ่อนแรงให้กับผู้ดูแลเพราะระบบจะให้รายละเอียดข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงมากกว่าผู้ดูแล เพราะถ้าผู้ดูแลไม่จบวิชาชีพพยาบาลยิ่งไม่สามารถบอกข้อมูลได้ นอกจากนี้ระบบจะมองเห็นความคืบหน้า(progress)ของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยระยะยาวว่า ร่างกายช้าลงไปกี่เปอร์เซนต์ หรือมีความนั่งมากน้อยแค่ไหน

“ ระบบนี้ จะบอกได้ถึงขั้นการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงกี่เปอร์เซ็นต์ ที่ละเอียดถึงขั้นบอกเป็นจุดทศนิยมด้วย เพราะระบบจะรู้ได้ว่าเขาเคลื่อนที่มากน้อยแค่ไหน ในเชิงวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ดูแลทำไม่ได้ แค่นั่งเฝ้าอย่างมีคุณภาพได้ก็เก่ง ผู้สูงอายุติดเตียง คือผู้ที่เริ่มมีความเสื่อมถอยของร่างกายและเริ่มมีสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น เริ่มนิ่ง แต่ยังไม่ได้แย่ ซึ่งถ้าอาการแย่ การอยู่บ้าน หรือ nursing home จะไม่ตอบโจทย์เขา ต้องส่งรพ. แต่รพ.ก็มีข้อกำจัดอยู่มาก ต่อไปตัวเลขผู้ป่วยติดเตียงจาก 1 หลักจะเพิ่มเป็น 2 หลักทำให้ วันหนึ่งๆ รพ.จะต้องเจอแต่เรื่องเดิมๆ อาจดูแลไม่ไหว จำเป็นต้องมีเครื่องมือช่วยบุคลากรทางการแพทย์” ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

โดยระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงนี้ เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันการตกเตียงด้วยกลศาสตร์ไฟฟ้า มาเป็นระบบที่สามารถแจ้งเตือนก่อนที่ผู้ป่วยจะตกเตียง ซึ่งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือฟีโบ้ เป็นหน่วยงานที่พัฒนาระบบ และได้นำไปใช้ในโรงพยาบาล โดยมีการพัฒนาความร่วมมือเพื่อเก็บข้อมูลงานวิจัยกับ รพ.ตากสิน และ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า ระบบเซนเซอร์จะถูกติดตั้งและประกอบเข้ากับแผ่นคล้ายผ้ารองเตียง ซึ่งมีทั้งขนาดเต็มเตียง และครึ่งเตียง โดยแผ่นเซนเซอร์จะถูกวางไว้ใต้ฟูกอีกที เพื่อจับการเคลื่อนไหว การกดทับของร่างกาย โดยเซนเซอร์จะส่งข้อมูลไปที่คอมพิวเตอร์ของวอร์ดพยาบาล ซึ่งพยาบาลจะสามารถดูคนไข้ได้เป็น 10 เตียงจากจอคอมพิวเตอร์ที่เคาท์เตอร์

“ ถ้าไม่บอก คนไข้ก็จะไม่รู้ว่า เราใส่แผ่นนี้ไว้ใต้เตียง ซึ่งจะตอบโจทย์ อากง อาม่า ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ต่อต้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุปกรณ์จำพวกกล้อง ที่ติดตั้งเพื่อดูความเคลื่อนไหว ซึ่งคนสูงอายุ เขารู้สึกถึงความไม่เป็นส่วนตัวและต่อต้าน แต่สำหรับแผ่นฟูกติดเซนเซอร์ตัวนี้ ผู้ป่วยจะไม่รู้เลยถ้าไม่บอก ซึ่งก็จะทำให้เขาสบายใจขึ้น “ ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

หลักการทำงานของระบบ จะปรากฏภาพร่างกายของคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง โดยจะใช้สีแทนค่าเพื่อระบุว่า ร่างกายบริเวณใดมีการกดทับเป็นเวลานาน เช่น สีขาวคือปกติ สีเหลืองคือเตือน (alert)ว่า คนไข้นอนท่านี้นาน สีแดง คือ alarm ต้องไปดูแล้ว และ ถ้าออกนอกเตียง(out bed)ต้องไปดูทันที หรือ ถ้านอนกดที่ศรีษะนานลงน้ำหนักเยอะ หรือ ลงที่ส้นเท้า ที่ข้อศอก สีแดง ก็จะโชว์บริเวณดังกล่าว ส่วนถ้าบริเวณใดเป็นสีฟ้า การกดทับบริเวณดังกล่าวก็จะน้อย ทั้งนี้ ระบบจะสามารถตั้งค่าสำหรับคนไข้เฉพาะเตียงนั้นๆ ได้ เช่น ต้องพลิกตัวคนไข้ทุกๆ กี่ชั่วโมง ซึ่งพยาบาลจะเป็นคนกำหนดและตั้งเวลา จากนั้นระบบก็จะเตือนมาที่เคาท์เตอร์พยาบาล

“ ขณะที่คนไข้นอนอยู่ เราจะรู้ว่า เขานอนกดทับที่บริเวณไหน นานๆ โดยไม่ต้องไปดู เพราะบางทีเราไม่สามารถดูได้ตลอดเวลา ระบบนี้มันจะตอบโจทย์ เวลาเราทำAI หลังบ้าน เราจะเห็นว่า คนนอนไม่เหมือนกัน หลับไม่เท่ากัน ท่าหลับก็ไม่เหมือนกัน ระยะยาวหมอต้องการเห็นข้อมูลแบบนี้ AI มันจะเรียนรู้ เช่น คนนี้จะชอบนอนท่านี้ กดทับตรงนี้ “ ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวต่อว่า ข้อมูลแบบนี้มันดีในระยะยาว เราจะเห็นข้อมูลความเคลื่อนไหวของเขาในระยะยาว มากน้อย เพราะมันมอนิเตอร์ทุกคน นิ่งนานมาก หรือนิ่งผิดเวลา เช่น นิ่งเช้า พยาบาลอาจจะเห็นว่า นอนนานไปหรือเปล่า เซนเซอร์จะเตือนเราสามารถใส่ข้อมูล คำสั่งไปได้เรื่อย ๆ

เทคโนโลยีตัวนี้ ประกอบด้วยเซนเซอร์ ยิงขึ้น Cloud ขึ้นไอโอที (IoT) = The Internet of Things และลงมาที่ alarm station ทางโรงพยาบาลจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะเก็บข้อมูลไว้กี่วัน ถ้ารพ.จะเก็บนานก็คงต้องเอามาไว้ที่ระบบของโรงพยาบาล ขณะเดียวกันเทคโนโลยีนี้ จะช่วยให้คนดูแลได้มองเห็นบริเวณที่กดทับซ้ำๆ ผู้ป่วยหรือคนไข้บางคนมีแผลข้างใน บางคนมีแผลข้างนอกจะเห็นแค่รอยช้ำ แต่จริงๆ แผลข้างในมันลุกลามไปมากที่ชาวบ้านเรียกว่า เน่าใน พอเปิดแผลมา มันเน่า ต้องกรีด ต้องผ่า เอาเลือดออก แผลกดทับ พอกดทับไปเรื่อยๆ มันก็เป็นแผลอยู่ข้างใน ซึ่งผู้สูงอายุบางคนเจ็บจนเนื้อด้านหรือเป็นไต แต่หากเห็นจุดเหล่านี้ก่อนก็อาจช่วยแพทย์วินิจฉัยได้ดีขึ้น สำหรับราคาอุปกรณ์แบบครึ่งเตียง ราคาเริ่มตั้งสามหมื่นบาท ถ้าแบบเต็มเตียงก็จะแพงขึ้นไปอีก แต่ราคาถูกกว่าต่างประเทศที่อยู่ที่หลักแสนบาท ซึ่งระบบนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ โรงพยาบาลได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมี่ยม และกลุ่มไอซียู ซึ่งบริษัทประกัน หรือคนที่มีฐานะยินดีจ่าย โดยเฉพาะบริษัทประกัน ที่จัดพรีเมี่ยมแพคเกจพวงไปกับการติดตามรักษา

“แผลกดทับเป็นเรื่องยาวมาก เทคโนโลยีที่อยากจะพัฒนาต่อ คือ นวัตกรรมเตียงช่วยพลิกตัวผู้ป่วย เพราะคนพลิก จะเหนื่อยมาก หากต้องพลิกตัวทั้งวัน โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักเยอะๆ ซึ่งถ้าเราทำได้ก็จะช่วยทุ่นแรงได้เยอะ นี่คือภาระการดูแลที่ไม่ใช่การอยู่กินปกติ มันคือการดูแลpersonal care ที่มันต้องการการดูแลที่ดี มันใช้กำลังสูงมากในการดูแลคนกลุ่มนี้ “ ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า การพัฒนางานวิจัยถัดไป ที่กลุ่มทำงานออฟฟิส ที่เป็นโรคออฟฟิสซินโดรมกันมากขึ้น โดยจะนำเซนเซอร์ไปติดที่เก้าอี้ เพื่อจะดูว่า การนั่งเก้าอี้นาน ๆ ในลักษณะท่านั่งเดิมๆ ส่งผลอย่างไรบ้าง และควรจะต้องปรับการนั่งอย่างไร อาจจะมีเซนเซอร์เตือนให้ลุก เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ โดยเราจะวิจัยเพิ่ม นอกจากกลุ่มออฟฟิสแล้ว เราจะพัฒนาเทคโนโลยีเซนเซอร์ ติดที่เก้าอี้วิลแชร์ ด้วย เนื่องจากจะมีคนพิการกลุ่มหนึ่งที่ต้องใช้วิลแชร์และนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ ซึ่งอาจเกิดแผลกดทับกับร่างกาย

“ งานวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุ มีให้ทำอีกมาก ขนาดเราทำแค่บริเวณที่เกิดเหตุบริเวณเตียงและรอบๆ เตียง ยังมีอะไรต้องทำอีกมาก” ดร.ปราการเกียรติกล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวต่อว่า ในระยะยาวเราอยากจะมุ่งไปที่การวิจัยสร้างเทคโนโลยีเพื่อป้องกันผู้สูงอายุ ให้ใช้ชีวิตภายนอกบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่ ประเทศไม่ได้มีเงินที่จะให้เราทำวิจัยไปยาวๆ โมเดลการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพาณิชย์ก็ทำให้ส่วนหนึ่งมันกลับมาที่งานวิจัย เพื่อเราจะได้กำหนดทิศทางงานวิจัยของได้ เรื่องสังคมผู้สูงอายุถูกกันพูดมานานมาก แต่ยังไม่เห็นว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุจะอยู่ใน New S-Curve ที่ผ่านมาเราค่อยไม่ได้ดูเทคโนโลยีที่จะช่วยผู้สูงวัย แต่เน้นไปที่การแพทย์ที่เกี่ยวกับศัลยกรรมความงามมากกว่า

“ เรื่องการทำตลาดมองเป็นเรื่องรอง เพราะเราทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เราพัฒนาเทคโนโลยี เมื่อออกสู่ตลาด รายได้ก็จะกลับมาเพื่อให้เราทำวิจัยต่อ ไม่เช่นนั้นเด็กเราก็จะหลุดจากระบบนี้ไป โดยอาจจะไปเรียนต่อ หรือไปทำงานอื่น แต่หากเราทำระบบนี้ต่อ งานเรายังขับเคลื่อนได้ต่อ เด็กที่อยากทำสตาร์อัพก็ทำได้และเรียนไปได้ด้วย” ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า แนวโน้มผู้สูงอายุจะมีอายุเฉลี่ยยาวนานมากขึ้น และยังสามารถทำกิจกรรมนอกบ้านได้ ทำงานได้ สิ่งที่ตนอยากเห็นในบ้านเรา คือ อยากให้ ผู้สูงอายุไทยออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น เพราะยิ่งออกมามากปัญหาก็ยิ่งลดลง แต่ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลต้องออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอที่จะให้ ผู้สูงอายุเหล่านั้นออกมามาทำกิจกรรมอย่างปลอดภัยด้วย

ทั้งนี้ ระบบเซนเซอร์เฝ้าระวังผู้ป่วยติดเตียงจากแผลกดทับ เป็นหนึ่งในโครงการ AI / ROBOTICS FOR ALL ซึ่งเป็นโครงการเพื่อพัฒนานวัตกร นักวิจัย วิศวกร วิสาหกิจเริ่มต้น ให้เกิดความตระหนัก และมีความรู้ความสามารถด้านหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ดำเนินการโดยสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มจธ. ภายใต้โครงการ AI for All ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)ในปี 2568 ประเทศไทยจะก้าวเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ (Aged Society) ผู้สูงอายุจำนวน 20.42 ล้านคน จากประชากร 66.5 ล้านคน ในจำนวนนั้นจะมีผู้สูงอายุที่เป็นผู้ป่วยติดเตียงเพิ่มมากขึ้น ซึ่งปัจจุบันคาดว่ามีผู้สูงอายุติดเตียงประมาณ 1 ล้านคน จากจำนวนผู้สูงอายุ 12 ล้านคน

ปัญหาที่ตามมาของผู้ป่วยติดเตียงเป็นระยะเวลานานๆ ก็คือ การเกิดแผลกดทับ และการติดเชื้อ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดการเสียชีวิต นอกจากนี้ยังมีปัญหาในเรื่องการขาดแคลนบุคลากร และรายจ่ายด้านสุขภาพ ที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้วย

ดร.ปราการเกียรติ ยังคง อาจารย์ประจำสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) เห็นปัญหา และได้พัฒนาระบบ “ระบบเซนเซอร์เฝ้าระวังผู้ป่วยติดเตียงจากแผลกดทับ “ ขึ้น โดยมีการวิจัยและพัฒนามาอย่างต่อเนื่องกระทั่งนำมาใช้งานจริงในโรงพยาบาลทั้งของรัฐและเอกชน และเปิดขายระบบเชิงพาณิชย์เมื่อปีที่ผ่านมา

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า ระบบเทคโนโลยีนี้ จะช่วยคน 3 กลุ่ม คือ 1.ช่วยโรงพยาบาล สำหรับดูข้อมูลผู้ป่วยระยะยาว 2.สถานดูแลผู้สูงอายุ Nursing Home ที่จะมีข้อมูลในการดูแลคนป่วยติดเตียงหรือผู้สูงอายุ และ 3.ช่วยคนที่ดูแลผู้ป่วยติดเตียงที่อยู่บ้าน ระบบนี้ยังจะช่วยผ่อนแรงให้กับผู้ดูแลเพราะระบบจะให้รายละเอียดข้อมูลผู้ป่วยติดเตียงมากกว่าผู้ดูแล เพราะถ้าผู้ดูแลไม่จบวิชาชีพพยาบาลยิ่งไม่สามารถบอกข้อมูลได้ นอกจากนี้ระบบจะมองเห็นความคืบหน้า(progress)ของผู้สูงอายุหรือผู้ป่วยระยะยาวว่า ร่างกายช้าลงไปกี่เปอร์เซนต์ หรือมีความนั่งมากน้อยแค่ไหน

“ ระบบนี้ จะบอกได้ถึงขั้นการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ช้าลงกี่เปอร์เซ็นต์ ที่ละเอียดถึงขั้นบอกเป็นจุดทศนิยมด้วย เพราะระบบจะรู้ได้ว่าเขาเคลื่อนที่มากน้อยแค่ไหน ในเชิงวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ดูแลทำไม่ได้ แค่นั่งเฝ้าอย่างมีคุณภาพได้ก็เก่ง ผู้สูงอายุติดเตียง คือผู้ที่เริ่มมีความเสื่อมถอยของร่างกายและเริ่มมีสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้นได้ เช่น เริ่มนิ่ง แต่ยังไม่ได้แย่ ซึ่งถ้าอาการแย่ การอยู่บ้าน หรือ nursing home จะไม่ตอบโจทย์เขา ต้องส่งรพ. แต่รพ.ก็มีข้อกำจัดอยู่มาก ต่อไปตัวเลขผู้ป่วยติดเตียงจาก 1 หลักจะเพิ่มเป็น 2 หลักทำให้ วันหนึ่งๆ รพ.จะต้องเจอแต่เรื่องเดิมๆ อาจดูแลไม่ไหว จำเป็นต้องมีเครื่องมือช่วยบุคลากรทางการแพทย์” ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

โดยระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันแผลกดทับในผู้ป่วยติดเตียงนี้ เป็นการพัฒนาขึ้นมาจากระบบแจ้งเตือนเพื่อป้องกันการตกเตียงด้วยกลศาสตร์ไฟฟ้า มาเป็นระบบที่สามารถแจ้งเตือนก่อนที่ผู้ป่วยจะตกเตียง ซึ่งสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม หรือฟีโบ้ เป็นหน่วยงานที่พัฒนาระบบ และได้นำไปใช้ในโรงพยาบาล โดยมีการพัฒนาความร่วมมือเพื่อเก็บข้อมูลงานวิจัยกับ รพ.ตากสิน และ รพ.มหาราชนครเชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า ระบบเซนเซอร์จะถูกติดตั้งและประกอบเข้ากับแผ่นคล้ายผ้ารองเตียง ซึ่งมีทั้งขนาดเต็มเตียง และครึ่งเตียง โดยแผ่นเซนเซอร์จะถูกวางไว้ใต้ฟูกอีกที เพื่อจับการเคลื่อนไหว การกดทับของร่างกาย โดยเซนเซอร์จะส่งข้อมูลไปที่คอมพิวเตอร์ของวอร์ดพยาบาล ซึ่งพยาบาลจะสามารถดูคนไข้ได้เป็น 10 เตียงจากจอคอมพิวเตอร์ที่เคาท์เตอร์

“ ถ้าไม่บอก คนไข้ก็จะไม่รู้ว่า เราใส่แผ่นนี้ไว้ใต้เตียง ซึ่งจะตอบโจทย์ อากง อาม่า ปู่ ย่า ตา ยาย ที่ต่อต้านเทคโนโลยี โดยเฉพาะอุปกรณ์จำพวกกล้อง ที่ติดตั้งเพื่อดูความเคลื่อนไหว ซึ่งคนสูงอายุ เขารู้สึกถึงความไม่เป็นส่วนตัวและต่อต้าน แต่สำหรับแผ่นฟูกติดเซนเซอร์ตัวนี้ ผู้ป่วยจะไม่รู้เลยถ้าไม่บอก ซึ่งก็จะทำให้เขาสบายใจขึ้น “ ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

หลักการทำงานของระบบ จะปรากฏภาพร่างกายของคนไข้ที่นอนอยู่บนเตียง โดยจะใช้สีแทนค่าเพื่อระบุว่า ร่างกายบริเวณใดมีการกดทับเป็นเวลานาน เช่น สีขาวคือปกติ สีเหลืองคือเตือน (alert)ว่า คนไข้นอนท่านี้นาน สีแดง คือ alarm ต้องไปดูแล้ว และ ถ้าออกนอกเตียง(out bed)ต้องไปดูทันที หรือ ถ้านอนกดที่ศรีษะนานลงน้ำหนักเยอะ หรือ ลงที่ส้นเท้า ที่ข้อศอก สีแดง ก็จะโชว์บริเวณดังกล่าว ส่วนถ้าบริเวณใดเป็นสีฟ้า การกดทับบริเวณดังกล่าวก็จะน้อย ทั้งนี้ ระบบจะสามารถตั้งค่าสำหรับคนไข้เฉพาะเตียงนั้นๆ ได้ เช่น ต้องพลิกตัวคนไข้ทุกๆ กี่ชั่วโมง ซึ่งพยาบาลจะเป็นคนกำหนดและตั้งเวลา จากนั้นระบบก็จะเตือนมาที่เคาท์เตอร์พยาบาล

“ ขณะที่คนไข้นอนอยู่ เราจะรู้ว่า เขานอนกดทับที่บริเวณไหน นานๆ โดยไม่ต้องไปดู เพราะบางทีเราไม่สามารถดูได้ตลอดเวลา ระบบนี้มันจะตอบโจทย์ เวลาเราทำAI หลังบ้าน เราจะเห็นว่า คนนอนไม่เหมือนกัน หลับไม่เท่ากัน ท่าหลับก็ไม่เหมือนกัน ระยะยาวหมอต้องการเห็นข้อมูลแบบนี้ AI มันจะเรียนรู้ เช่น คนนี้จะชอบนอนท่านี้ กดทับตรงนี้ “ ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวต่อว่า ข้อมูลแบบนี้มันดีในระยะยาว เราจะเห็นข้อมูลความเคลื่อนไหวของเขาในระยะยาว มากน้อย เพราะมันมอนิเตอร์ทุกคน นิ่งนานมาก หรือนิ่งผิดเวลา เช่น นิ่งเช้า พยาบาลอาจจะเห็นว่า นอนนานไปหรือเปล่า เซนเซอร์จะเตือนเราสามารถใส่ข้อมูล คำสั่งไปได้เรื่อย ๆ

เทคโนโลยีตัวนี้ ประกอบด้วยเซนเซอร์ ยิงขึ้น Cloud ขึ้นไอโอที (IoT) = The Internet of Things และลงมาที่ alarm station ทางโรงพยาบาลจะเป็นคนตัดสินใจว่าจะเก็บข้อมูลไว้กี่วัน ถ้ารพ.จะเก็บนานก็คงต้องเอามาไว้ที่ระบบของโรงพยาบาล ขณะเดียวกันเทคโนโลยีนี้ จะช่วยให้คนดูแลได้มองเห็นบริเวณที่กดทับซ้ำๆ ผู้ป่วยหรือคนไข้บางคนมีแผลข้างใน บางคนมีแผลข้างนอกจะเห็นแค่รอยช้ำ แต่จริงๆ แผลข้างในมันลุกลามไปมากที่ชาวบ้านเรียกว่า เน่าใน พอเปิดแผลมา มันเน่า ต้องกรีด ต้องผ่า เอาเลือดออก แผลกดทับ พอกดทับไปเรื่อยๆ มันก็เป็นแผลอยู่ข้างใน ซึ่งผู้สูงอายุบางคนเจ็บจนเนื้อด้านหรือเป็นไต แต่หากเห็นจุดเหล่านี้ก่อนก็อาจช่วยแพทย์วินิจฉัยได้ดีขึ้น สำหรับราคาอุปกรณ์แบบครึ่งเตียง ราคาเริ่มตั้งสามหมื่นบาท ถ้าแบบเต็มเตียงก็จะแพงขึ้นไปอีก แต่ราคาถูกกว่าต่างประเทศที่อยู่ที่หลักแสนบาท ซึ่งระบบนี้ยังสร้างมูลค่าเพิ่มให้ โรงพยาบาลได้อีก โดยเฉพาะกลุ่มพรีเมี่ยม และกลุ่มไอซียู ซึ่งบริษัทประกัน หรือคนที่มีฐานะยินดีจ่าย โดยเฉพาะบริษัทประกัน ที่จัดพรีเมี่ยมแพคเกจพวงไปกับการติดตามรักษา

“แผลกดทับเป็นเรื่องยาวมาก เทคโนโลยีที่อยากจะพัฒนาต่อ คือ นวัตกรรมเตียงช่วยพลิกตัวผู้ป่วย เพราะคนพลิก จะเหนื่อยมาก หากต้องพลิกตัวทั้งวัน โดยเฉพาะคนที่มีน้ำหนักเยอะๆ ซึ่งถ้าเราทำได้ก็จะช่วยทุ่นแรงได้เยอะ นี่คือภาระการดูแลที่ไม่ใช่การอยู่กินปกติ มันคือการดูแลpersonal care ที่มันต้องการการดูแลที่ดี มันใช้กำลังสูงมากในการดูแลคนกลุ่มนี้ “ ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า การพัฒนางานวิจัยถัดไป ที่กลุ่มทำงานออฟฟิส ที่เป็นโรคออฟฟิสซินโดรมกันมากขึ้น โดยจะนำเซนเซอร์ไปติดที่เก้าอี้ เพื่อจะดูว่า การนั่งเก้าอี้นาน ๆ ในลักษณะท่านั่งเดิมๆ ส่งผลอย่างไรบ้าง และควรจะต้องปรับการนั่งอย่างไร อาจจะมีเซนเซอร์เตือนให้ลุก เพื่อเปลี่ยนอิริยาบถ โดยเราจะวิจัยเพิ่ม นอกจากกลุ่มออฟฟิสแล้ว เราจะพัฒนาเทคโนโลยีเซนเซอร์ ติดที่เก้าอี้วิลแชร์ ด้วย เนื่องจากจะมีคนพิการกลุ่มหนึ่งที่ต้องใช้วิลแชร์และนั่งอยู่ในท่าเดิมนานๆ ซึ่งอาจเกิดแผลกดทับกับร่างกาย

“ งานวิจัยเกี่ยวกับผู้สูงอายุ มีให้ทำอีกมาก ขนาดเราทำแค่บริเวณที่เกิดเหตุบริเวณเตียงและรอบๆ เตียง ยังมีอะไรต้องทำอีกมาก” ดร.ปราการเกียรติกล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวต่อว่า ในระยะยาวเราอยากจะมุ่งไปที่การวิจัยสร้างเทคโนโลยีเพื่อป้องกันผู้สูงอายุ ให้ใช้ชีวิตภายนอกบ้านได้อย่างปลอดภัย แต่ ประเทศไม่ได้มีเงินที่จะให้เราทำวิจัยไปยาวๆ โมเดลการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อการพาณิชย์ก็ทำให้ส่วนหนึ่งมันกลับมาที่งานวิจัย เพื่อเราจะได้กำหนดทิศทางงานวิจัยของได้ เรื่องสังคมผู้สูงอายุถูกกันพูดมานานมาก แต่ยังไม่เห็นว่างานวิจัยที่เกี่ยวกับผู้สูงอายุจะอยู่ใน New S-Curve ที่ผ่านมาเราค่อยไม่ได้ดูเทคโนโลยีที่จะช่วยผู้สูงวัย แต่เน้นไปที่การแพทย์ที่เกี่ยวกับศัลยกรรมความงามมากกว่า

“ เรื่องการทำตลาดมองเป็นเรื่องรอง เพราะเราทำในสิ่งที่คนอื่นไม่ทำ ไม่ต้องแข่งขันกับใคร เราพัฒนาเทคโนโลยี เมื่อออกสู่ตลาด รายได้ก็จะกลับมาเพื่อให้เราทำวิจัยต่อ ไม่เช่นนั้นเด็กเราก็จะหลุดจากระบบนี้ไป โดยอาจจะไปเรียนต่อ หรือไปทำงานอื่น แต่หากเราทำระบบนี้ต่อ งานเรายังขับเคลื่อนได้ต่อ เด็กที่อยากทำสตาร์อัพก็ทำได้และเรียนไปได้ด้วย” ดร.ปราการเกียรติ กล่าว

ดร.ปราการเกียรติ กล่าวว่า แนวโน้มผู้สูงอายุจะมีอายุเฉลี่ยยาวนานมากขึ้น และยังสามารถทำกิจกรรมนอกบ้านได้ ทำงานได้ สิ่งที่ตนอยากเห็นในบ้านเรา คือ อยากให้ ผู้สูงอายุไทยออกมาทำกิจกรรมนอกบ้านมากขึ้น เพราะยิ่งออกมามากปัญหาก็ยิ่งลดลง แต่ทั้งนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและรัฐบาลต้องออกแบบสภาพแวดล้อมที่เอที่จะให้ ผู้สูงอายุเหล่านั้นออกมามาทำกิจกรรมอย่างปลอดภัยด้วย

ทั้งนี้ ระบบเซนเซอร์เฝ้าระวังผู้ป่วยติดเตียงจากแผลกดทับ เป็นหนึ่งในโครงการ AI / ROBOTICS FOR ALL ซึ่งเป็นโครงการเพื่อพัฒนานวัตกร นักวิจัย วิศวกร วิสาหกิจเริ่มต้น ให้เกิดความตระหนัก และมีความรู้ความสามารถด้านหุ่นยนต์ และปัญญาประดิษฐ์ ที่ดำเนินการโดยสถาบันวิทยาการหุ่นยนต์ภาคสนาม มจธ. ภายใต้โครงการ AI for All ของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.)

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *