จากกรณีที่ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือ สพฐ. ได้มีประกาศให้โรงเรียนพิจารณายกเลิกสลับวันเรียน และให้เด็กกลับมาเรียนในโรงเรียนตามปกติ ได้แล้วนั้น โดยเฉพาะโรงเรียนที่อยู่ในพื้นที่สีเขียว ไม่มีผู้ติดเชื้อ ไม่พบการระบาดถึง 90 วัน และจัดเป็นเมืองปลอดภัยจาก COVID-19 นั้น

            ล่าสุด โรงเรียนอนุบาลยะลา ซึ่งเป็นโรงเรียนประถมศึกษาขนาดใหญ่ในพื้นที่จังหวัดยะลา สังกัดสำนักงานการศึกษาประถมศึกษายะลาเขต1 ก็ได้ออกประกาศเรื่อง เปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยทางโรงเรียนอนุบาลยะลา แจ้งเปลี่ยนแปลงรูปแบบการจัตกิจกรรมการเรียนการสอน ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ถึง ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 นักเรียนทุกคนมาโรงเรียนเพื่อเข้าร่วมกิจกรรมการเรียน

            ทั้งนี้ การสอนในรูปแบบปกติ จะเริ่มตั้งแต่ วันจันทร์ ที่ 3 เตือน สิงหาคม พศ.2563 เป็นตันไป และทางโรงเรียนอนุบาลยะลา ยังคงดำเนิการตามมาตรการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา(COVID – 19) อย่างเคร่งครัดเช่นเดิม ประกาศ ณ วันที่ 30 เดือน กรกฎาคม พ.ศ. 2563 นายไพศาล ว่องภาณุสกุล ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุบาลยะลา

ทั้งนี้ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2563 นพ.ทวีศิลป์ วิษณุโยธิน โฆษกศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (โควิด-19) หรือศบค.ว่า สำหรับการผ่อนคลายมาตราการของสถานศึกษา จากที่มีความกังวลว่าเด็กๆ ใกล้ชิดกัน อาจติดโรคได้ ตอนนี้ทางศบค.ชุดเล็กได้ให้กรมควบคุมโรคร่วมกับกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมกับประเมินทิศทางการข่าวว่ามีอะไรบ้าง ที่ผ่านมา เกือบ 1 เดือนยังไม่มีการติดเชื้อในกลุ่มนี้ เมื่อมาดูข้อมูลจากคณะกรรมการด้านวิชาการ ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 พบข้อมูลสถิติผู้ป่วยสะสมโรคโควิด-19ของไทย เด็กเป็นกลุ่มเสี่ยงในการติดเชื้อค่อนข้างต่ำ จากรายงานมีเพียง 1-6 เปอร์เซ็นต์ โดยกลุ่มอายุ 0-9 ปี มี 62 ราย หรือ 1.9เปอร์เซ็นต์ กลุ่มอายุ 10-19 ปี 126 รายหรือ3.87 เปอร์เซ็นต์ และไม่เคยพบการป่วยเป็นกลุ่มก้อนในโรงเรียนและยังไม่มีการระบาดในโรงเรียน เพราะตัวรับเชื้อในโพรงจมูกของเด็กน้อยกว่าผู้ใหญ่ ทำให้การรับเชื้อในเด็กน้อยไปด้วย แต่สิ่งที่กังวลไม่ใช่ว่าการไม่รับเชื้อแล้วจะไม่มี เขาอาจสัมผัสเชื้อมาแล้วนำไปติดกับผู้ใหญ่ที่บ้าน ซึ่งมีตัวรับเชื้อง่ายกว่า

นพ.ทวีศิลป์ กล่าวอีกว่า ตอนนี้มี 4,500 กว่าโรงเรียนที่ต้องใช้วิธีการสลับเวลาเรียน ซึ่งจะมีผลกระทบต่อการเรียนรู้ของเด็กที่ไม่ได้เรียนในห้องเรียนนานๆ เช่น การเรียนรู้ที่ถดถอยลง ขาดปฏิสัมพันธ์ทางสังคม การเหลื่อมล้ำการเข้าถึงทางทรัพยากรทางการศึกษา ผลกระทบของโภชนาการ การออกจากโรงเรียนกลางคัน ผู้ปกครองอาจจะต้องลางานหรือสูญเสียรายได้ จึงมีการประชุมร่วมกันของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)และกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยมีข้อพิจารณาในการผ่อนคลาย คือให้นักเรียนไปเรียนได้ตามปกติแต่ต้องมีมาตรการเสริมที่เข้มข้นขึ้น จัดห้องเรียนให้มีโต๊ะเรียนที่ห่างกันมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ กรณีห้องแอร์ให้เปิดประตูหน้าต่างช่วงพักเที่ยง หรือช่วงที่ไม่มีการเรียนการสอน โดยภาพของมาตรการนี้จะผ่านการกำกับดูแลโดยมีศบค.เป็นหลัก และมีคณะกรรมการสถานศึกษาและหน่วยงานสาธารณสุขในพื้นที่ ทั้งคณะกรรมการโรคติดต่อระดับจังหวัด อำเภอ และตำบล ทุกๆระดับต้องดูแลเด็กตามลำดับขั้นลงไป

โฆษกศบค. กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข เข้าไปตรวจประเมินและติดตามหลังการเปิดภาคเรียน แนวปฏิบัติกรณีสถานการณ์การเสี่ยงต่อโรคโควิด-19 และแนวทางการผ่อนคลายมาตรการของสถานศึกษา พบว่าสถานศึกษามีมาตรการความปลอดภัยจากการลดการแพร่เชื้อโรค 99.47 เปอร์เซ็นต์ มีไม่ครบแค่ 0.53 เปอร์เซ็นต์ หรือ132แห่งทั่วประเทศ จาก 25,140 แห่ง ทั้งนี้ได้รับคำชี้แนะให้ไปปรับปรุงแล้ว ส่วนข้อมูลพบเด็กป่วยเพียง 687 ราย แต่ไม่ได้ป่วยเป็นโรคโควิดแต่อย่างใด สำหรับแผนการรองรับของสถานศึกษาพบว่ามี 96 เปอร์เซ็นต์ ไม่มี 3.75 เปอร์เซ็นต์ จึงต้องเข้าไปแนะนำเพิ่มเติม มีการตั้งแผนเผชิญเหตุเพื่อไม่ให้การเรียนการสอนสะดุดและการควบคุมโรคเป็นไปได้ด้วยดี.

Tag #โควิด-19 # เปิดเรียน # new normal# ศบค.#โรงเรียอนุบาลยะลา

รวบรวมข้อมูลจาก https://thainews.prd.go.th/th/news/detail/TCATG200802072647167?fbclid=IwAR2nwX3nUwuxUqkGYevnhoR8JAoUip2QboNtyJ8e0VLq5zE9Ig-qWoAHZU0

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *