ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวในการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การวิเคราะห์สภาวะการศึกษาไทยเชิงพื้นที่ตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา” ที่จ.เชียงใหม่ เมื่อเช้าวันที่ 14 กันยายน ว่า ภายใต้สภาวะการศึกษาปัจจุบันที่มีความแตกต่างกันในแต่ละภูมิภาคที่มีประเด็นสำคัญที่มีความแหลมคมตามบริบทเชิงพื้นที่มีความพยายามแก้ไขปัญหาการศึกษาไทย 3- 4 ประเด็น อาทิ การจัดการเรียนการสอน คุณภาพการเรียนรูู้ ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ประสิทธิภาพการบริหารทรัพยากร

อย่างไรก็ตาม การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในอนาคตได้สร้างความท้าทายใหม่ที่เริ่มส่งผลกระทบต่อภาคการศึกษาไทยให้เห็นแล้ว เช่น ปริมาณการเกิดที่น้อยลงทำให้เด็กหายไปจากระบบการศึกษาเพิ่มขึ้นราวร้อยละ 22 ในช่วง 7 ปีที่ผ่านมา สภาวะสังคมสูงวัย (Aging Society) อย่างเต็มที่ในปี 2565 จำเป็นต้องจัดการศึกษารองรับอย่างเหมาะสมตามไปด้วย

ดร.สุภัทร จำปาทอง

ซึ่ง สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) ร่วมเก็บข้อมูลสภาวะการศึกษาภาคเหนือ ซึ่งปรากฏมีสภาวะการศึกษาเด่น ๆ ในเรื่องโรงเรียนขนาดเล็ก นักเรียนอยู่ในพื้นนที่ชายขอบ และเป็นเด็กชนเผ่าที่ยังมีปัญหาไร้สัญชาติแตกต่างจากผู้เรียนพื้นที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือและภาคใต้ แต่ก็ยังเป็นปัญหาร่วมในด้านคุณภาพการศึกษาและสิทธิประโยชน์ที่ไม่ได้ปิดกั้นการเรียนรู้ โดยมีการเฟ้นหาแนวปฏิบัติที่ประสบความสำเร็จทางการศึกษาในแต่ละพื้นที่ (Best Plactice) ใช้แก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมเพื่อตอบโจทย์วัฒนธรรมประเพณี ทักษะใหม่ ๆ สำหรับผู้เรียน ฯลฯ นำไปสู่การขับเคลื่อนกลไกการศึกษาเชิงพื้นที่ที่เหมาะสมและเป็นกลไกเชิงนโยบายในระดับประเทศโดยวิเคราะห์ข้อจำกัดและโอกาสใหม่ของระบบการศึกษาเชิงพื้นที่ต่อไป

ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์

ด้าน ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ ผู้ทรงคุณวุฒิ อดีตรองเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า สภาวะการศึกษาไทยครอบคลุมเป้าหมายแผนการศึกษาชาติ 5 เป้าหมาย ได้แก่ การเข้าถึง ความเท่าเทียม คุณภาพ ประสิทธิภาพ และการตอบโจทย์บริบทที่เปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะการตอบโจทย์สำคัญคือ การจัดการศึกษาต้องสอดคล้องกีบบริบทวิถีชีวิตคนในพื้นที่นั้น จังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลำปาง ลำพูน มีวิถีพื้นฐานอย่างไรต้องสร้างคนแบบนั้น จัดการศึกษารองรับการผลิตกำลังคนที่ตอบโจทย์ท้องถิ่นดีที่สุด การขับเคลื่อนการศึกษาไทยโดยมียุทธศาสตร์ระดับมหภาคที่เน้นความคุ้มค่าทั้งในเชิงงบประมาณและเชิงคุณภาพ รวมถึงจัดการการศึกษาเชิงพื้นที่ เพื่อเพิ่มเติมทักษะที่จะตอบสนองความต้องการของเศรษฐกิจในพื้นที่นั้น ๆ เพื่อจะได้ก้าวข้ามนโยบายการศึกษาแบบเสื้อโหลมาสู่การส่งเสริมการเรียนรู้ที่มุ่งเน้นพัฒนารายบุคคลตามความถนัดอย่างเหมาะสม ปรากฏข้อค้นพบคือคนไทยสามารถเข้าถึงการศึกษาภาคบังคับได้มากกว่าร้อยละ 90 แต่ยังมีปัญหาความเหลื่อมล้ำด้านคุณภาพระหว่างโรงเรียนในเมืองกับชนบท และผู้ที่มาจากครอบครัวที่มีรายได้ดีจะได้โอกาสเข้าถึงการศึกษาที่มีคุณภาพมากกว่าผู้ที่มาจากครอบครัวยากจน

ดังนั้น ข้อมูลสภาวะการศึกษาในแต่ละพื้นที่จะเป็นกลไกหรือเครื่องมือสำคัญที่ช่วยชี้นำเชิงนโยบายให้สามารถจัดการศึกษาที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียนและบริบทพื้นที่ได้ และเพื่อให้คนท้องถิ่นได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สกศ. จึงต้องเตรียมการเพื่อจัดทำสภาวะการศึกษาภาคเหนือเพื่อหามาตรการรองรับและต้องอาศัยความร่วมมือจากภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการแก้ไขปัญหาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาในอนาคต

ในการสัมมนา ครั้งนี้ ได้มีการ แลกเปลี่ยนทัศนะต่อสภาวะการศึกษาที่เปลี่ยนแปลงไปในพื้นที่ภาคเหนือ เช่น ดร.ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ อดีตรองเลขาธิการสภาการศึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหารการศึกษา ผู้แทนสำนักงานศึกษาธิการภาค 15 (ศธภ.15) เขตพื้นที่การศึกษา 4 จังหวัดภาคเหนือ ผู้บริหารสถานศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และผู้แทนภาคเอกชน ผู้ประกอบการ รวมกว่า 100 คน

ทั้งนี้ ผู้แทนจากหน่วยงานจัดการศึกษาในพื้นที่ตั้งแต่ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา อุดมศึกษา การศึกษาตามอัธยาศัย รวมทั้ง อปท. และภาคผู้ประกอบการในพื้นที่ ศธภ.15 ร่วมแบ่งกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระดมความคิดเห็นสภาวะการศึกษาเชิงพื้นที่ การจัดการศึกษาตามแผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติและแผนการปฏิรูปประเทศด้านการศึกษา ครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก 1) ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา 2) การจัดการเรียนการสอน และกระบวนการเรียนรู้เพื่อตอบสนองการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่21 3 ) ทักษะและความสามารถที่จำเป็นผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 และ 4) การตระหนักถึงพหุปัญญาของมนุษย์ที่หลากหลาย เพื่อระดมความคิดเห็นนำไปสู่การจัดทำรายงานสภาวะการศึกษาภาคเหนือต่อไป

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *