ดร.ธงทอง อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา ชี้ภูมิศาสตร์การเมืองของประเทศไทยเปลี่ยนไป คนรุ่นเก่าและครูต้องยอมรับความคิดเห็นของเขารุ่นใหม่มากขึ้น ระบุ ห้องเรียนถูกแช่แข็งมา 50 ปี ต้องระเบิดมันออก ขณะที่ ดร.กมล ระบุ สังคมไม่เชื่อมั่นในการจัดการศึกษาของศธ. และการเมืองจะไม่สนใจที่จะเปลี่ยนระบบการศึกษาแต่ จะเลือกทำบางเรื่องที่กระทบต่อคะแนนเสียงเท่านั้น ระบุสังคมที่เป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ถึงจะทำให้การขับเคลื่อนการศึกษาเป็นไปอย่างครบวงจร

ในวาระครบรอบ 62 ปี ของการสถาปนา สภาการศึกษา เมื่อวันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2564 สภาการศึกษา ได้จัดเสวนา ” อนาคตการศึกษาไทยในยุค Disruption ” โดยมี วิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิ ️ศาสตราจารย์พิเศษ ดร. ธงทอง จันทรางศุ อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา ดร. กมล รอดคล้าย อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา ดร. ชัยยศ อิ่มสุวรรณ์ อดีตรองเลขาธิการสภาการศึกษา เข้าร่วมเสวนา ซึ่งอดีตเลขาสภาการศึกษามองฉากทัศน์อนาคตการศึกษาไทยว่าต้องเปลี่ยน รื้อ และทบทวนทุกมิติ ทั้งห้องเรียน ครู หลักสูตร และการเมือง

ดร.ธงทอง จันทรางศุ อดีตเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า ไม่ใช่เฉพาะการศึกษาเท่านั้น ที่ต้องทบทวน ประเทศไทยต้องทบทวน ทุกเรื่อง ทุกมิติ ครู ห้องเรียน การเมือง เราทำทุกอย่างด้วยความเคยชิน เช่น การให้การบ้าน ซึ่งให้มาตั้งแต่ รุ่น พ่อ รุ่น แม่ ผ่านมา 50 ปีก็ยังให้การบ้านแบบเดิม ถามว่า จำเป็นหรือไม่ที่จะให้การบ้าน แบบเดิม วิธีการใช้การบ้านมันอาจจะเปลี่ยนไป


“ผมคิดว่าการศึกษาไทยเคยชินกับสิ่งที่อยู่มานานและเราก็ถือความคุ้นเคยนั้นเป็นความสุข เป็นความสำเร็จ ” ดร.ธงทองกล่าว
ดร.ธงทอง กล่าวว่า การจะเปลี่ยนห้องเรียนได้ ครูจะต้องเปลี่ยนบทบาท เด็กควรจะมีโอกาสเข้าถึงทรัพยากรที่เป็นแหล่งเรียนรู้ได้กว้างขวางมากขึ้น ความรู้ที่เราหวังว่าเด็กของเราจะได้เรียนคืออะไร การศึกษามันไม่ควรตีกรอบว่าจะเรียนเฉพาะในห้อง สี่เหลี่ยม เท่านั้น เราต้องระเบิดฝาห้องเรียน ทำให้ฝาห้องเรียนหายไปการเรียนรู้จะมี มิติมากขึ้น ทั้ง online และ onsite

” การจะเปลี่ยนห้องเรียนสิ่งสำคัญคือการเปลี่ยนครู คือการรีเทรนหรือเปลี่ยนความคิดของครู ผมอยากมองว่าครูควร ผู้สนับสนุนอำนวยความสะดวกให้นักเรียน เขาได้เรียนรู้ แต่การจะไปถึงตรงนั้น ครู ต้องเปลี่ยนตัวเองก่อน ผลสัมฤทธิ์ของครูคือนักเรียนได้รับการพัฒนา ไม่ใช่การให้ครูไปแต่งตำรา ถ้าครูรู้ว่าตัวเองมีหน้าที่ประคับประคอง สนับสนุน ให้เขาเติบโต มีภูิคุ้มกัน และรู้ที่จะเลือกใช้ข้อมูล โดยรวมผมเห็นว่าการเรียนต้องเปิดกว้างขึ้นครูซึ่งเป็นคนสำคัญที่จะขยับเยื้อนภูเขาลูกนี้ และการสร้างครูเป็นเรื่องสำคัญ ” ดร. ธงทองกล่าว

ดร.ธงทอง ยังได้ตั้งคำถามว่า การทบทวนเรื่องหลักสูตร ที่ทำ 5 ปีครั้ง มันช้าไปหรือไม่ และในกระบวนการทำหลักสูตร มีทุกฝ่ายที่มีส่วนได้ส่วนเสียเข้ามาร่วมทำด้วยหรือไม่ และถ้าเขาเข้ามาร่วมทำ คนที่ทำหลักสูตรรับฟังความคิดเห็นของเขาหรือไม่

ดร.ธงทอง จันทรางศุ

นอกจากนี้ ดร.ธงทอง ได้มองประเด็นความท้าทาย ต่ออนาคตทางการศึกษาไทยที่จะต้องปรับตัว อย่างรุนแรง ในเรื่อง สองประเด็นใหญ่ๆ คือ ประชากร และภูมิศาสตร์การเมือง

ในประเด็นที่ 1 คือจำนวนประชากร คนเกิดน้อยลง ทำให้ กระทรวงศึกษาธิการต้องควบรวมโรงเรียนขนาดเล็กเข้าด้วยกัน ส่วนระดับมหาวิทยาลัย ก็ มีการปิดตัวของหลักสูตร บางหลักสูตร ซึ่งเกิดขึ้นมาระยะหนึ่งแล้ว เช่น ในสถาบันราชฎัฎ บางแห่งต้องปิดหลักสูตรภาษาญี่ปุ่น เลิกจ้างครู เนื่องจาก ไม่มีคนเรียน สิ่งเหล่านี้จะรุนแรงมากขึ้น เนื่องจากการเกิดน้อยลง การแข่งขันที่สูง การจัดการศึกษาจึงจำเป็นต้องใช้ทรัพยากรที่มีให้ตรงกับความค้องการมากที่สุด

อีกประเด็นที่ ดร.ธงทอง เห็นว่าเป็นความท้ายทาย คือ การเปลี่ยนแปลงของสังคมหรือการเมืองในประเทศไทย โดยดร.ธงทองได้อ้างถึง ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรมศาสตร์ได้ แบ่งคนออกเป็นสามช่วงอายุ กลุ่มแรก อายุเกิน 50 ปีไปแล้ว มักจะคิดว่าไม่ต้องมีอะไรเปลี่ยนแปลง เราอยู่แบบเดิมก็ดีแล้ว เด็กควรจะเรียนแบบเดิม ครูเราก็เก่ง การศึกษาเราก็ดี ประเทศไทยก็ ไม่ต้องการการเปลี่ยนแปลง แบบรวดเร็วเพราะที่ผ่านมาเขาก็มีความสุขดี
กลุ่มที่สอง อายุต่ำกว่า 30 ปี กลุ่มนี้ มีความทรงจำคนละชุดกับกลุ่มแรก ข้อมูลคนละชุด วิธีรับรู้ข้อมูลข่าวสารก็คนละแบบ เขาเข้าถึงเรื่องราวที่คนกลุ่ม 50 ปี ขึ้นไป ไม่เคยรู้มาก่อน และเขาก็ไม่เคยเข้าถึงเรื่องราวของเรา คนรุ่นนี้ เขามีความฝันและกำลังสร้างความฝันให้เป็นจริง ฝันของเขาคนละเรื่องกับคนอายุ 50ปี ขึ้นไป ความคาดหวังของเขาจะเป็นสากลมากกว่าเรา มีความคาดหวังในเรื่องที่เราไม่คุ้น
อีกกลุ่มคือ อายุ 30-50 ปี พวกนี้ไม่ว่าง ต้องทำมาหากิน ผ่อนบ้าน ผ่อนรถ ส่งลูกเรียนหนังสือ มีแต่ปัจจุบัน ไม่มีอดีต ไม่มีอนาคต

” พวกที่มาเดินถนนคือ อายุต่ำกว่า 30 ปี และพวกที่โมโหเกรี้ยวกราด อยู่บ้าน คือพวกที่อายุเกิน 50 ปี นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในเมืองไทย จะทำอย่างไร ให้คนยอมรับความคิดเห็นกันมากขึ้น ถ้าเรารู้จักกันมากขึ้น เราก็ต้องเปลี่ยนแต่เปลี่ยนอย่างไร เปลี่ยนด้วยสติปัญญา เปลี่ยนด้วยความรู้จักรากเหง้าของตนเอง ผมไม่มีคำตอบสุดท้ายว่าจะเปลี่ยนไปอย่างไร โดยค่าเฉลี่ย พวกรุ่นแรกจะตายก่อนพวกที่ไม่ อายุ ต่ำกว่า 30 ปี อยู่แล้ว แล้วโลก จะเป็นของเขา ถึงแม้วันนี้เราอาจจะชะลอการเปลี่ยนแปลงบางเรื่องได้ แต่อีก 10 ปี ถึงวันนั้นคนที่ 65 ปี เท่าผมก็จะกลายเป็น 75 ปี ไม่มีแรงจะโกรธใครแล้ว นอนอยู่บ้านออกจากปากซอยไม่ได้กลัวหลง ส่วนพวกต่ำกว่า 30 อีก 10 ปีข้างหน้าจะอายุ 32 เขากำลังสร้างความฝันหลายร้อยอย่างของเขาให้เป้นจริง เราเคยตระหนักเรื่องนนี้ และเคยรับรู้เรื่องนี้ มั้ย นี้แค่ภูมิศาสตร์การเมืองในบ้าน การจัดการการศึกษา ในบ้านเมืองเราควรจะรับรู้เรื่องนี้ ” ดร.ธงทองกล่าว

ดร.ธงทองระบุว่า ภูมิศาสตร์การเมืองของโลกกำลังเปลี่ยนแปลงไป ครูต้องตามให้ทันกับสถานการณ์โลก ยกตัวอย่าง สหรัฐอเมริกามีผู้นำคนใหม่ ภูมิสาสตร์การเมืองของโลกก็เปลี่ยนไปด้วย เช่น ท่าทีของผู้นำสหรัฐต่อประชาคมโลก จีนจะว่าอย่างไร ยุโรปจะว่าอย่างไร และไทยจะว่าอย่างไร ครูเตรียมนักเรียนให้รู้จักเรื่องเหล่านี้อย่างไร หรืออาเซียนนอกจาก รร.ติดบอร์ดธงอาเซียนและชุดประจำชาติ แล้ว ถามว่า เราเคยเรียนรู้ประเทศเพื่อนบ้านจริงๆหรือไม่ เช่น เกิดอะไรขึ้นกับพม่าในตอนนี้ ครูจะกล้าพูดเรื่องนี้ มั้ย แต่ก่อนครูจะกล้าพูด ครูต้องรู้ก่อน การสอนภูมิศาสตร์อาจไม่จบแค่ทิศเหนือ จรดทิศใต้ เส้นพรมแดนระหว่างประเทศมันจางลง เรื่อยๆ

ด้าน ดร. กมล รอคคล้าย อดีตเลขาธิการสภาการศึกษาและ ที่ปรึกษา รมช.ศธ. นางกนกวรรณ วิลาวัลย์ และอดีตเลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวถึง การศึกษาในมุมมิติของการเมือง ว่า การเมืองเขาไม่ได้เอาอะไรกับเราเท่าไหร่หรอก ร่างพรบ.การศึกษาเขาก็ไม่ได้สนใจ สมมุติตนเสนอเรื่อง การศึกษาให้ 10 เรื่อง เขาอาจจะเอาแค่เรื่องเดียว

ดร.กมล มองการศึกษาไทยในปัจจุบัน โดยแยกเป็น 3 ประเด็น ว่า การศึกษาไม่ได้รับความเชื่อมันจากสังคมอีกต่อไป และกระทรวงศึกษาธิการไม่ได้ เป็นองค์กรเดียวที่จัดการศึกษาอีกต่อไป มีคนจัดการศึกษาอีกมากมายในหลายรูปแบบ นอกจากนี้สังคมยังไม่เชื่อในผลผลิตของระบบการศึกษาไทย เพราะทักษะที่เราสอน ทักษะที่เขาจะไปทำงานไม่ได้เกิดจากเรา คนที่จบไปแล้ว บริษัทต้องเทรนใหม่ แทบจะทุกหน่วยงาน นอกจากนี้ นักศึกษาที่จะหาช่องทางและโอกาสในการทำงาน เขาก็ไปเรียนรู้เพิ่มทักษะจาก คอร์สสั้นๆ ที่เปิดสอน

ประเด็นถัดมา คือ สังคมไม่เชื่อมั่นในหลักสูตรและกระบวนการจัดการเรียนการสอน ที่ค่อนข้างล้าสมัยและแข็งตัวมาก ครูยังสอนเหมือนเดิม สอนให้ท่องจำ เราสอนแบบโครงงานน้อยมาก ไม่มี active learning และใช้เทคโนโลยีไม่คุ้ม หลักสูตร ใช้มาตั้งแต่ปี 2546

กมล รอดคล้าย

” เราไม่วางโครงสร้างพื้นฐาน อินเตอร์เน็ตที่มีคุณภาพ เรียนออนไลน์ แต่ ไม่วางหลักสูตรการเรียนการสอน แบบออนไลน์ ให้พร้อม เราน่าจะอาศัยช่วงโควิดในการทำสื่อเทคโนโลยีในการสอน แต่หนึ่งปีผ่านไปก็ไม่ได้ทำ เราไม่เชื่อมั่นในการจัดการศึกษา ฝ่ายที่จะกำหนดนโยบาย เขาจัดไม่ถูก เราขาดการมีส่วนร่วมจากการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วน แต่ละคนก็ทำในส่วนของตัวเอง เช่น ถ้าฝ่ายการเมือง เขาเจอจุดอ่อน 2 เรื่องของระบบการศึกษา เขาจะเลือกแค่บางเรื่อง ที่คิดว่าจะมีผลกระทบต่อคะแนนเสียงทั้งๆ ที่ ควรจะเลือกทำเรื่องที่มีผลกระทบต่อระบบ แต่ไปเลือกที่มีผลต่อคะแนนนเสียง เขาคิดน้อยกว่าที่เราคิด
ประเด็นสุดท้ายของเรื่องนี้ เราใช้ผู้บริหารเกรดบีและซี มาทำงาน เราไม่ได้ใช้ผู้บริหารเกรดเอ ประเทศนี้ไม่เลือกใช้ผู้บริหารเกรดเอ ทุกอย่างจะถดถอยลงไปตามลำดับ

ดร.ไชยยศ กล่าวว่า การศึกาษาถูกท้าทายหลายเรื่อง เรื่องแรกคือ โรงเรียน ห้องเรียน ถูกท้าทาย เรื่องที่สองคือหลักสูตร เด็กเสียเวลาปีละ 800-1000 ชม. เพื่อเรียนรู้ในสิ่งที่เขาสามารถเรียนรู้นอกห้องเรียนหรือที่ไหนก็ได้ เช่น บางโรงเรียนสอนกวาดบ้านบนกระดาน
” ผมสงสารครู เขาถูกหล่อหลอมด้วยการรเรียนรู้ด้วยทฤษฏีการเรียนรู้ในศควรรษที่ 18 ในขณะที่ ความรู้ตอนนี้คือศตวรรษที่ 18 และเดี๋ยวนี้ก็ยัง ยังเรียนเหมือนเดิม เขาถูกหล่อหลอมด้วยทฤษฏีการเรียนแบบเก่า ” ดร.ไชยยศ กล่าว

ไชยยศ อิ่มสุวรรณ์

ดร.ไชยยศ ระบุว่า มีความ้ทายทายใหม่ ทางการศึกษาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เช่น หลายบริษัทรับพนักงานโดยไม่สนใจวุฒิการศึกษา แต่จ้างโดยดูว่าทำอะไรได้บ้าง ซึ่งเป็นเทรนที่เกิดขึ้นใหม่ และมีสถาบันการศึกษา และเอกชนเปิดการสอนทักษะเหล่านี้ นอกจากนี้ แผนการศึกษาแห่งชาติ เน้น เรื่อง 3 R 8 C เด็กนักเรียนที่เดินขบวนมาที่กระทรวงศึกษาธิการ มันบรรลุ 3 R 8 C โดยไม่ต้องสอน เป็นเรื่องที่คนที่เป็นนักการศึกษาต้องมานั่งทบทวน และสภาการศึกษาจะมีบทบาทอย่างไรในการชี้นำแผนการศึกษาแห่งชาติ จะไปยังไง

ดร. ธงทอง ได้กล่าว ในตอนท้าย ในประเด็นการศึกษาไทยจะเดินไปอย่างไร ว่า สภาการศึกษา ต้องมองภาพรวมของการศึกษาทั้งหมดไม่ใช่ใช้เวลาไปกับเรื่องงานบริหาร เช่น กศน.ควรจะเป็นกรมหรือไม่เป็นกรม หรือ สำนักงานการศึกษาเอกชนเอางานไปฝากไว้ที่เขตพื้นที่การศึกษา แต่เจอปัญหาว่า รร.ปอเนาะ ไม่มีคนดู เป็นต้น
” ผมอยากให้สภาการศึกษา ดูปัญหาใหญ่ กว่านั้น คือ หลักสูตรที่ใช้มาตั้งแต่แต่2546 จะ20 ปีแล้ว โลกเปลี่ยนไปถึงไหน มันต้องไม่ใช่การเรียนแบบเดิม หน้าที่ครูต้องเปลี่ยน การวัดผล การคาดหมาย ห้องเรียนเรามันแช่แข็งมา 50 ปี มันไม่ขยับ มันมีกิจกรรมเหมือนเดิม เราทำห้องเรียนใหม่ได้หรือไม่ เอาAI ไปอยู่ในห้องเรียน นักเรียนเราไปถึงหรือไม่ การศึกษาไม่ใช่การท่องจำ ต้องพัฒนาคนให้เขาคิดเป็น การศึกษาในสายตาผมคือการพัฒนาคนให้เต็มศักยภาพ สิ่งที่การศึกษาต้องทำนอกเหนือจากเอื้อเฟื้อให้เขาเติบโตได้ แล้วอีกอย่างหนึ่งคือ การให้โอกาสและการสร้างโอกาสในการเรียนรู้และทางเลือกที่หลากหลาย ผมคิดว่า เวลานี้ความฝันของเด็ก เขาฝันไม่เหมือนเรา เขาฝันเป็นผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นคำที่เราไม่คุ้นเคย หลักสูตรการเรียน การสอน ของเรา ไม่ได้ออกแแบบให้เป็นผู้ประกอบการ ออกแบบให้เป็นลูกจ้าง ออกแบบให้เป็นลูกน้อง ความรู้ในการประกอบการแทบไม่มีในชั้นมัธยม ” ดร.ธงทองกล่าว

ดร.กมล เสนอมุมมองเพิ่มเติม อนาคตการศึกษาไทย ใน 4 ด้าน ว่า ประเด็น แรก ต้องสร้างสังคมที่เป็น ประชาธิปไตย และต้องเป็นสังคมที่รับฟังความคิดเห็นจากคนทุกระดับ ทุก ช่วง ชั้น การมีประท้วงแบบนี้แสดงว่าสังคมมันไม่ปกติ ถ้าเราทำให้ประเทศเป็น ประชาธิปไตย สร้างระบบสังคมที่เป็น ประชาธิปไตย รัฐต้องมีวิสัยทัศน์ทางการศึกษาที่ชัดเจน การศึกษาเป็นเช่นไรประเทศก็เป็นเช่นนั้น
ประเด็นที่สอง เรื่องหลักสูตร จะกระทบกับเด็กกับครู กับสังคมโดยรวม เราต้องมีหลักสูตรที่ทันสมัย มีสื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย
ประเด็นที่สาม นวัตกรรมด้านการศึกษา สภาการศึกษาต้องสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เช่น สภาการศึกษาทำเรื่องเครดิตแบงค์ โอนเครดิตระหว่างสพฐ.กับอาชีวะก็สามารถทำได้เลย หรือการควบรวมรร. ที่สภาการศึกษาทำไว้ ประเด็นที่ สี่ การขับเคลื่อนการศึกษาต้องทำแบบครบวงจร ยึดแผนการศึกษาแห่งชาติเป็นหลัก และ ทุกหน่วยงานมีหน้าที่แค่แปลงแผนไปสู่การปฏิบัติ
” การจะขับเคลื่อนทั้งขบวนก็ต้องมองย้อนกลับไปที่ สังคมต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง และถ้าข้อ 1 ยังไม่เป็น ประชาธิปไตยที่แท้จริง การเมืองจะทำแค่บางเรื่องบางเวลา การขับเคลื่อนของเขาเขาจะไม่ขับเคลื่อนทั้งขบวน แต่การเมืองจะหยิบแค่เรื่องที่เขาสนใจ เขาจะไม่ทำอะไรที่เป็นระบบใหญ่ เพียงแต่ว่าจะทำอย่างไรให้เขาหยิบได้ถูกเรื่องและทำให้ขบวนการจัดการศึกษามันเป็นวาระห่งชาติ จริง ๆ ” ดร.กมล กล่าว

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *