“ระฆังฝรั่ง” วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระอารามหลวงชั้นเอก และเป็นวัดประจำรัชกาลที่ 4 กลับมาดังก้องกังวานส่งสัญญาณกิจสงฆ์อีกครั้ง หลังจากที่คณะอาจารย์จากภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) ได้ประดิษฐ์ชุดควบคุมการตีระฆังอัตโนมัติ เพื่อควบคุมการตีและกำหนดจังหวะการตีระฆังของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามแล้วเสร็จเมื่อต้นปี พ.ศ.2563

“ประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ได้รับแจ้งจากทางวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามว่า ทางวัดมีความประสงค์ที่จะจัดสร้างระฆังใบใหม่เพื่อทดแทนใบเดิมที่เกิดการแตกร้าว โดยประสานขอความอนุเคราะห์ให้ทางมหาวิทยาลัยฯ ช่วยวิเคราะห์ข้อมูลของระฆังใบเก่า เพื่อนำไปใช้ประกอบในการจัดสร้างระฆังใบใหม่ให้เหมือนต้นแบบมากที่สุด ซึ่งในครั้งนั้นทางทีมงาน มจธ. นำทีมโดย รศ.ดร.เชาวลิต ลิ้มมณีวิจิตร ได้ประสานงานนำเครื่องวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีของโลหะเข้าทำการทดสอบส่วนผสมทางเคมีจากระฆังใบเดิมซึ่งเป็นระฆังพระราชทาน” ดร.ศุภฤกษ์ บุญเทียร และ ดร.ก้องเกียรติ ปุภรัตนพงษ์ ภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เล่าถึงที่มาก่อนที่ทางมหาวิทยาลัยจะได้ประดิษฐ์เครื่องควบคุมการตีระฆังอัตโนมัติ

S.P.P.M.M. ย่อจากพระปรมาภิไธยภาษาอังกฤษ คือ Somdetch Phra Paramendr Maha Mongkut

ทั้งนี้ ข้อมูลจากหนังสือราชประดิษฐพิพิธทรรศนา ระบุว่า ระฆังที่วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาสั่งให้หล่อระฆังจากโรงหล่อ Whitechapel Bell Foundry กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร ซึ่งเป็นโรงหล่อที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้น ก่อตั้งมาตั้งแต่ปี ค.ศ.1570 และยังคงดำรงอยู่จวบจนปัจจุบัน ผ่านบริษัท Colman Palmer & Company เพราะในขณะนั้น สหราชอาณาจักรหรืออังกฤษถือเป็นประเทศที่มีสัมพันธไมตรีต่อสยามมากที่สุดประเทศหนึ่ง

ระฆังฝรั่งสามใบเถา


ทั้งนี้ระฆังดังกล่าวเป็นระฆังฝรั่ง 3 ใบ แขวนอยู่บนหอระฆังเรียงจาก ใบกลาง ใบใหญ่และใบเล็ก ซึ่งระฆังฝรั่งใบใหญ่มีความพิเศษกว่าระฆังใบอื่น คือ ตอนกลางของระฆังมีจารึกพระปรมาภิไธยย่อ (พระนามย่อ) ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นอักษรภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์ใหญ่ (capital letter) ว่า SPBPMM โดยทั่วไปแล้วมีอักษรเพียง 5 ตัว คือ S.P.P.M.M. ย่อจากพระปรมาภิไธยภาษาอังกฤษ คือ Somdetch Phra Paramendr Maha Mongkut ซึ่งระฆังใบนี้มีอักษร B เพิ่มมา 1 ตัว ใต้พระปรมาภิไธยย่อบนระฆังระบุตัวเลข ค.ศ.1861 ล้อมรอบด้วยดาวหกแฉกหลายดวง ตรงกับ พ.ศ. 2404 หรือ 3 ปีก่อนการสถาปนาวัด บริเวณปากระฆังมีข้อความว่า FOUNDERS LONDON เป็นข้อความที่ระบุถึงการผลิตที่กรุงลอนดอน สหราชอาณาจักร แสดงให้เห็นว่า ได้ทรงเตรียมการเกี่ยวกับหอระฆังของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมารามเป็นอย่างดีมาก่อนที่จะตั้งพระอารามแห่งนี้ และต้องการให้เป็นของดีสำหรับวัด

บริเวณปากระฆังมีข้อความว่า FOUNDERS LONDON


ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ระฆังใบใหญ่ได้แตกร้าวไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ จึงทรงพระราชทานระฆังฝรั่งเรือรบสามใบเถาเปลี่ยนถวายเพื่อใช้ตีบอกเวลาประกอบกิจของสงฆ์ตามระเบียบของพระอารามต่อไป เป็นการสืบสานพระราชปณิธานในการอุปถัมภ์พระอารามต่อจากพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเป็นเครื่องแสดงถึงพระราชศรัทธาในการทำนุบำรุงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่ตราบนาน
ภายหลังจากการใช้งานมายาวนาน ระฆังฝรั่งเรือรบสามใบเถา ได้แตกร้าวจนไม่สามารถใช้งานได้ตามปกติ จำแต่ตีเฉพาะในวันสำคัญทางศาสนาเท่านั้น และเปลี่ยนมาใช้การสั่นกระดิ่งเป็นการบอกเวลาประกอบกิจสงฆ์แทนในวันธรรมดา

หอระฆังยอดมงกุฎ

นอกจากนี้ หอระฆังวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เป็นหอระฆังยอดมงกุฎ ที่พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงโปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้น ตั้งอยู่ในเขตสังฆาวาสด้านทิศตะวันออก เป็นอาคารก่ออิฐถือปูนที่ผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกกับสถาปัตยกรรมแบบไทย ที่มีความพิเศษจากหอระฆังแบบไทยทั่วไป คือ ไม่มีบันไดทางขึ้นไปตีระฆัง ใช้การดึงเชือกตีระฆังด้านในโดยดึงสายจากด้านล่างและลั่นระฆังจากด้านในแทนที่จะตีจากด้านนอก
ดร.ศุภฤกษ์ กล่าวว่า ทีม มจธ. ได้เข้าไปวิเคราะห์องค์ประกอบทางเคมีของระฆัง โดยใช้เครื่องวิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมีของโลหะแบบเคลื่อนที่พบว่าระฆังมีส่วนผสมของทองแดงและดีบุก โดยมีดีบุกประมาณ 18-20% ซึ่งฝรั่งเรียกว่า bell metal ส่วนผสมดังกล่าวจะทำให้ได้ระฆังที่มีเสียงที่ไพเราะกังวานมากกว่าโลหะอื่น ถ้าเป็นระฆังที่ผลิตจากทองเหลืองธรรมดาทั่วไป เวลาเคาะเสียงจะไม่หวาน ไม่กังวาน ไม่ดังไกลเหมือนส่วนผสมของโลหะชนิดนี้

วิเคราะห์ส่วนผสมทางเคมี


หลังจากทางวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับส่วนผสมทางเคมีของระฆังแล้ว จึงก็ได้ประสานไปที่กรมสรรพาวุธทหารบก เกี่ยวกับโรงหล่อระฆังที่อังกฤษ ซึ่งทางกรมสรรพาวุธมีข้อมูลติดต่อกับโรงหล่อโลหะเหล่านี้ จึงทำให้ทราบว่า ยังมีโรงหล่อระฆังเก่าแก่ที่ยังเปิดอยู่ 2 โรงงาน น่าจะอยู่ในช่วงเดียวกับระฆังของวัดที่สั่งหล่อขึ้น จนนำไปสู่การหล่อระฆังของวัดในปัจจุบัน
“ซึ่งก็เป็นที่น่ามหัศจรรย์ เพราะผ่านมาถึง 156 ปี ทางโรงงานเดิมยังคงผลิตระฆังอยู่ และโรงงานยังมีข้อมูลเดิมอยู่” ดร.ศุภฤกษ์ กล่าว
พระครูอุทิจยานุสาสน์ หัวหน้าสำนักงานโครงการบูรณปฏิสังขรณ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ในพระบรมราชูปถัมภ์ และผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม พร้อมคณะสงฆ์วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม จำนวน 3 รูป เจ้าหน้าที่ของกรมศิลปากร ผู้แทนจากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และผู้แทนบริษัท ศิวกรการช่าง จำกัด ได้เดินทางไปที่ประเทศอังกฤษภายหลังจากทราบข้อมูลของโรงงานที่ผลิตระฆัง และติดต่อเป็นเบื้องต้นแล้ว

“เมื่อเดือนพฤษภาคม ปี พ.ศ. 2557 อาตมาได้เดินทางไปอังกฤษ เพื่อติดต่อโรงงาน Whitechapel Bell Foundry เอารูปไปให้ดู ตอนแรกทางโรงงานบอกว่าไม่ได้ผลิต แต่เมื่อช่างทำระฆังเห็นแบบก็ยืนยันว่าโรงงานเคยผลิตระฆังแบบนี้ และเขาก็พร้อมที่ผลิตระฆังให้เรา” พระครูอุทิจยานุสาสน์ กล่าว
สำหรับชุดระฆังที่สั่งทำ ประกอบด้วย ระฆังใบเล็ก ใบกลาง และใบใหญ่ พร้อมชุดคอนโทรลอิเล็กทรอนิกส์ และมีค้อนไฟฟ้าที่เป็นตัวตีระฆังมาด้วย
“ทางโรงงานแจ้งว่า ปัจจุบันมีเทคโนโลยีกลไกอัตโนมัติที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าเป็นตัวตีแทนกำลังคน ทำให้น้ำหนักการตีเป็นระดับเดียวกัน ซึ่งแพร่หลายในยุโรป อาตมาก็บอกว่า ดี น่าจะทำให้ระฆังเรามีอายุการใช้งานที่ยาวนานขึ้น เพราะที่ผ่านมาใช้กำลังคนตี ซึ่งอาจจะทำให้ใช้แรงในตีไม่สม่ำเสมอ แรงบ้าง เบาบ้าง แล้วแต่กำลังของคนที่ตี ส่งผลให้ระฆังแตกร้าวง่ายและมีอายุการใช้งานที่สั้นลง” พระครูอุทิจยานุสาสน์ กล่าว

พระครูอุทิจยานุสาสน์


เมื่อปี พ.ศ.2560 วัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม ได้รับระฆังจากโรงงานผู้ผลิตที่ประเทศอังกฤษทางวัดได้ติดต่อมาที่มหาวิทยาลัยอีกครั้ง เพื่อให้ช่วยติดตั้งชุดคอนโทรลตีระฆังดังกล่าว เนื่องจากทางวัดไม่มีองค์ความรู้
ดร.ศุภฤกษ์ กล่าวว่า ตนได้ประสานติดต่ออาจารย์ชนากานต์ แคล้วอ้อม จากสาขาวิชาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ช่วยดูว่าจะประกอบอย่างไร เนื่องจากชุดติดตั้งที่โรงงานให้มานั้น มีการบรรจุกล่องแยกชิ้นส่วนพร้อมแนบวงจรไฟฟ้ามาให้ซึ่งจะต้องทำการต่อวงจรและเดินสายไฟเองทั้งหมด
หลังจากติดตั้งเสร็จก็ทดสอบตีระฆังด้วยระบบอัตโนมัติ แต่ปรากฏว่าพบปัญหาเรื่องจังหวะการตีระฆัง ที่ไม่ได้เป็นทำนองโบราณแบบไทย แต่จังหวะการตีมีลักษณะแบบระฆังฝรั่ง ที่ตีไปเรื่อยๆ เสียงดัง เก๊ง เก๊ง เก๊ง ขณะที่ระฆังแบบไทยเราเสียงจะดัง เป้ง เป้ง เป้งๆๆๆ รัวๆ ซึ่งตอนนั้นได้แจ้งทางวัดไปว่า ระบบจังหวะการตีที่ต่างประเทศออกแบบมานั้นไม่รองรับจังหวะการตีแบบไทย ซึ่งหากต้องการให้ใช้งานได้จังหวะแบบไทยจำเป็นที่จะต้องใช้วิธีกดเองแบบ Manual โดยต้องกดเว้น กดรัว ตามจังหวะการตีที่ต้องการ
“ตอนนั้นก็นึกในใจเกิดปัญหาแล้วจะทำอย่างไร เพราะระบบคอนโทรลเป็นการให้จังหวะตีแบบฝรั่ง พอเอามาติดตั้งจังหวะการตีมันไม่เหมือนแบบไทย เราเลยไปทำตรงนั้น ให้จังหวะเป็นของไทย “

ดร.ศุภกฤษและดร.ก้องเกียรติ


ดร.ศุภฤกษ์ กล่าวว่า ทางทีมงาน ก็พยายามติดต่อไปทางโรงงานผู้ผลิต เพื่อให้แก้ไขชุดคอนโทรลหรือทำให้ใหม่ แต่ปรากฏว่าโรงหล่อได้ขายทอดกิจการไปแล้ว ทำให้ทางมหาวิทยาลัยต้องหาทางแก้ไข จึงได้ประดิษฐ์ชุดควบคุมระบบตีระฆังขึ้นมาใหม่ โดยร่วมกับ คุณสมจิตร์ อัปมะโท นักศึกษาเก่าภาควิชาวิศวกรรมอุตสาหการ และคุณประทีป ชาญณรงค์ นักศึกษาเก่าภาควิชาวิศวกรรมไฟฟ้า มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ในการศึกษาการต่อแผงวงจรชุดคอนโทรล ด้วยโจทย์ที่ทางวัดให้มา คือ การฟื้นธรรมเนียมการตีระฆังฝรั่งสามใบเถาจะเป็นการตีระฆัง สี่ช่วงเวลา คือ เช้า สาย เย็น ค่ำ ในวันธรรมดา และ เพิ่มเป็นบ่าย ในวันพระปกติ วันพระใหญ่และวันสำคัญทางพุทธศาสนา อาทิ วันมาฆบูชา เป็นต้น” ดร.ศุภฤกษ์ กล่าว และบอกว่า

“ผมไปหาวิดีโอจากยูทูปเพื่อฟังเสียงการตีระฆังของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม เนื่องจากทางวัดเองไม่ได้บันทึกไว้ หลังจากนั้นก็ส่งไปให้ทางวัดพิจารณา ว่าเสียงตีระฆังจังหวะแบบนี้หรือเปล่า ท่านก็บอกว่าประมาณนี้ แต่มันต้องรัวให้ช้ากว่านี้อีกนิด ช่วงนี้ก็จะต้องเร็วอีกหน่อย ซึ่งก็ไม่มีใครจำจังหวะได้พอดีๆ ทางวัดจึงเสนอแนวคิดเป็นเวลาออกมาเป็นตัวเลขให้เป็นเบื้องต้นเพื่อใช้เป็นหลักในการออกแบบ เช่น เคาะครั้งแรกห่างกันกี่วินาที แล้วเคาะซ้ำกี่ครั้ง แล้วในแต่ละครั้งให้เวลาลดลงเรื่อย ๆ สามวินาที สองวินาที หนึ่งวินาที เขียนเป็นจังหวะให้เรา ทำให้เราทำงานง่ายขึ้น” ดร.ศุภฤกษ์ กล่าว
ด้าน ดร.ก้องเกียรติ กล่าวเสริมว่า “ชุดควบคุมการตีระฆังที่พัฒนาขึ้นใหม่ใช้เวลาประมาณสามเดือนในการทำระบบคอนโทรลระฆังอัตโนมัติ โดยออกแบบการทำงานของระบบให้ง่าย ไม่ยุ่งยาก มีเพียง 4 ปุ่ม ปุ่มที่ 1 สำหรับวันธรรมดา ปุ่มที่ 2 วันพระเล็ก ปุ่มที่ 3 วันพระใหญ่ และปุ่มที่ 4 สำหรับวันพิเศษ เมื่อกดปุ่มเครื่องตีระฆังก็จะทำงานโดยอัตโนมัติ ซึ่งใน 1 วันจะกดเพียงครั้งเดียว ระบบก็จะทำงานตามช่วงเวลาที่ตั้งไว้”

ชุดควบคุมการตีระฆัง


สำหรับหลักการทำงานของระบบควบคุม เมื่อกดปุ่มที่ต้องการแล้วพอถึงเวลาระบบจะสั่งจ่ายกระแสไฟเข้าไปที่จานแม่เหล็กไฟฟ้า ตัวค้อนจะถูกดึงเข้าหาจานแม่เหล็กไฟฟ้าพร้อมกับเคาะที่ตัวระฆัง จากนั้นสปริงจะทำหน้าที่ดึงค้อนกลับห่างออกจากจานแม่เหล็กไฟฟ้า พอจ่ายไฟอีกทีค้อนก็จะถูกดูดมาเคาะที่ระฆังอีกครั้ง ที่สำคัญจังหวะการเคาะที่ควบคุมด้วยระบบอัตโนมัตินี้ จะช่วยทำให้ตัวระฆังมีอายุการใช้งานได้นานขึ้น ด้วยจังหวะการตีที่สม่ำเสมอกว่าการที่ใช้แรงคนตี เนื่องจากการตีด้วยคนนั้นบางครั้งความหนัก ความเบา ความแรงในแต่ละวันไม่เท่ากัน และประกอบกับตัวเคาะเดิม คือ กระดิ่ง ซึ่งเป็นเหล็ก ถ้าอยากให้เสียงดัง ก็ต้องออกแรงดึงเชือกให้แรง
“อย่างไรก็ตาม แม้เราไม่สามารถเซ็ตระบบตลอดทั้งปีได้ เนื่องจากปฏิทินวันพระมีการเปลี่ยนแปลงทุกปี เพราะฉะนั้นหากวันใดตรงกับวันพระทางวัดเพียงแค่กดปุ่มสำหรับวันพระไว้ก่อนเวลาตีระฆังปกติในตอนเช้าและกดปุ่มวันธรรมดาในเช้าวันถัดไป ซึ่งผลทดสอบระบบในช่วงที่ผ่านมาประมาณเดือนกว่า ทั้งในวันพระใหญ่ พระเล็ก เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่พบปัญหาแต่อย่างใด นอกจากนี้ทางมหาวิทยาลัยยังได้ออกแบบชุดควบคุมแบบแยกระบบระหว่างระฆังแต่ละใบ ทั้งระบบควบคุมเวลาและระบบจ่ายไฟ เพื่อทำให้ง่ายต่อการดูแล ถ้ามีชิ้นส่วนไหนเสียหาย ก็สามารถถอดเปลี่ยนได้ไม่ยุ่งยาก โดยเฉพาะระบบควบคุมเวลานั้นไม่ต้องกังกลเรื่องไฟฟ้าดับเพราะ แม้ปราศจากไฟฟ้าแบตเตอรี่ของระบบควบคุมเวลายังสามารถทำงานต่อเนื่องได้นาน 6 เดือน โดยไม่ต้องมาตั้งนาฬิกาใหม่ เป็นผลให้หลังเกิดไฟดับก็จะไม่กระทบกับช่วงเวลาการตีระฆัง ระฆังก็จะยังทำงานได้ต่อเนื่องตามเวลาที่ตั้งไว้” ดร.ศุภฤกษ์ กล่าว

ข้อมูลเวลาการตีระฆังของวัดราชประดิษฐสถิตมหาสีมาราม
ชุดที่หนึ่งวันธรรมดา
ใบกลาง 06.00 น. และ 18.00 น.
ใบเล็ก 08.50 น. และ 17.20 น.
ชุดที่สองวันพระเล็ก
ใบใหญ่ 09.20 น. และ 12.50 น. และ 15.50 น. และ 17.20 น.
ใบกลาง 06.00 น. และ 18.00 น.
ชุดที่สามวันพระใหญ่
ใบใหญ่ 09.20 น. และ 12.50 น. และ 15.50 น. และ 18.00 น.
ใบกลาง 06.00 น. และ 09.22 น. และ 12.52 น. และ 15.52 น. และ 18.02 น.
ใบเล็ก 09.24 น. และ 12.54 น. และ 15.54 น. และ 18.04 น.
ชุดที่สี่วันพิเศษ ไม่กำหนดเวลา กดเอง ตี 3 ใบ เรียงใหญ่-กลาง-เล็ก

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *