นายสัญญา แสงพุ่มพงษ์ ผู้ตรวจราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์รักษาราชการแทนอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวเพิ่มเติมว่า กรมชลประทาน ได้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนพระรามหก เดิมระบาย 20 ลบ.ม./วินาที เป็น 25 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วานนี้ (31 ม.ค. 64) และจะทยอยปรับการระบายเพิ่มขึ้นเป็น 30 ลบ.ม./วินาที ไปจนถึงวันที่ 2 ก.พ. 64 เพื่อประหยัดน้ำต้นทุน พร้อมกันนี้ได้เพิ่มการระบายน้ำจากเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ จาก 35 ลบ.ม./วินาที เป็น 45 ลบ.ม./วินาที ตั้งแต่วันที่ 30 ม.ค. – 2 ก.พ. 64 เพื่อไม่ให้กระทบต่อการใช้น้ำในพื้นที่ตอนบน ทั้งนี้ เพื่อให้การควบคุมค่าความเค็มเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุดและมีผลสัมฤทธิ์เป็นรูปธรรม จึงขอความร่วมมือประตูระบายน้ำและสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้าทุกแห่งที่ตั้งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา ตั้งแต่ท้ายเขื่อนเจ้าพระยาลงมาจนถึงปากอ่าวไทย ให้งดการรับน้ำหรือสูบน้ำในระยะนี้

“ได้สั่งการให้โครงการชลประทานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวัง และติดตามสถานการณ์ค่าความเค็มในแม่น้ำสายหลักต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด รวมถึงวางแผนบริหารจัดการน้ำโดยใช้อาคารชลประทานควบคุมการรับน้ำ เพื่อป้องกันความเค็มไม่ให้รุกล้ำเข้าไปในพื้นที่การเกษตร ลดผลกระทบที่จะเกิดกับประชาชนให้ได้มากที่สุด” นายสัญญาฯ กล่่าว

สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 30 มกราคม 64 เวลา 20.45 น. คลังข้อมูลน้ำแห่งชาติ โดย สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำ (องค์การมหาชน) หรือ สสน.เปิดเผยข้อมูลว่า น้ำเค็มทะลักแม่น้ำเจ้าพระยา ทำให้ค่าความเค็มของ ปากคลองประปา ที่สถานีสูบน้ำสำแลเพิ่มขึ้นตลอดทั้งวันที่ผ่านมา และทำสถิติใหม่ที่เวลา 20.40 น. โดยค่าความเค็มสูงถึง 2.53 กรัมต่อลิตร ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเวลา 20.30 น. ความเค็มที่สำแลอยู่ที่ 2.48 กรัมต่อลิตร ซึ่งเกินค่ามาตรฐาน
ส่วนช่วงเย็นข้อมูล ณ เวลา 16.45 น.เริ่มรายงานว่าพบค่าความเค็มสูงเกิน 0.5 กรัมต่อลิตร ซึ่งกระทบต่อผู้เป็นโรคไต

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *