“ภูเก็ต” โชว์ยุทธศาสตร์จัดการอันตรายบนถนน ลด “ตาย”กว่าครึ่งในรอบทศวรรษ สอจร. ชู “ภูเก็ต” เมืองท่องเที่ยวต้นแบบ หลังประสบความสำเร็จลด“ตาย” จากอุบัติเหตุทางถนนลงกว่าครึ่งในรอบทศวรรษพร้อมแนะรัฐพิจารณา 4 ประเด็นความปลอดภัยทางถนนรองรับนโยบายเปิดเมืองรับนักท่องเที่ยว “ลองสเตย์”

ภูเก็ต – แผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด(สอจร.) โดยสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)ชูจังหวัดภูเก็ตเป็นเมืองท่องเที่ยวต้นแบบลด “เจ็บ” – “ตาย”จากอุบัติเหตุทางถนนอันเป็นผลสำเร็จจากการจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการจัดการอันตรายบนถนนที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากหน่วยงานภายในจังหวัดและภายนอกระดับประเทศและต่างประเทศ จนทำให้สามารถลดจำนวนเสียชีวิตได้มากถึง 50%จากปีละกว่า 300 ราย เหลือต่ำกว่า 150 ราย

นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์ รองประธานแผนงานสนับสนุนการป้องกันอุบัติเหตุจราจรในระดับจังหวัด(สอจร.) เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของจังหวัดภูเก็ตจัดอยู่ในอันดับ 1 ใน 5 ของประเทศไทยมาโดยตลอดแต่ละวันมีผู้สัญจรบนถนนทั้งคนไทยและคนต่างชาติ ได้รับบาดเจ็บราว 35คน เสียชีวิตปีละกว่า 300 ราย ในปี 2551ภูเก็ตจึงได้เริ่มจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการจัดการอันตรายบนถนนที่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากหน่วยงานภายในจังหวัดและภายนอกระดับประเทศและต่างประเทศ ได้แก่ SAFER ROAD FOUNDATION, WORLD HEALTH ORGANIZATION และBLOOMBERG PHILANTHROPHIES ประกอบกับจังหวัดมียุทธศาสตร์อย่างจริงจังเพื่อสร้างความปลอดภัยทางถนนด้วยการนำข้อมูลและพัฒนาระบบข้อมูล MIS Rankingมาใช้วิเคราะห์สถานการณ์ สร้างภาคีเครือข่ายในจังหวัดมีการทำมาตรการองค์กร มีการสื่อสารสู่สาธารณะและปลูกฝังวินัยจราจรในกลุ่มเด็กเล็กจนถึงเยาวชน เป็นการเปลี่ยนจาก“ความเสี่ยง” เป็น “นโยบาย” สู่การ “ลงมือทำ” มีการตรวจจับดื่มแล้วขับกำหนดให้มีการสวมหมวกนิรภัย 100% จัดการแก้ไขจุดเสี่ยงนำเทคโนโลยีมาใช้ พัฒนาระบบสัญญาณและสัญลักษณ์จราจรทั่วจังหวัดทำให้ปัจจุบันสามารถลดจำนวนผู้เสียชีวิตลงถึง 50% อยู่ที่ประมาณ 150รายต่อปี

นพ.วิวัฒน์ ศีตมโนชญ์

นพ.วิวัฒน์ กล่าวว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้จังหวัดภูเก็ตเป็นที่จับตามองทุกด้านเนื่องจากมีการบริหารจัดการที่ดีโดยเฉพาะการวิเคราะห์จุดเสี่ยงที่มีการเสียชีวิตและลงมือแก้ไขปัญหาวิศวกรรมจราจรด้วยความร่วมมือของทางหลวงจังหวัด ทางหลวงชนบท ท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัด จนถึงตอนนี้ได้การดำเนินการแก้ไขจุดเสี่ยงมากว่า200 จุดทั่ว พร้อมทั้งดำเนินการแก้ไขด้านวิศวกรรมจราจร เช่นการปิดจุดกลับรถ การทำเนินชะลอความเร็ว (Speed Hump) ลูกระนาด(Rumble Strip) พร้อมป้ายเตือนความเร็ว ป้ายสะท้อนแสงเข้าโค้ง(Shevron) การติดตั้งไฟจราจรในทางแยกที่เกิดอุบัติเหตุบ่อยการติดตั้งไฟเตือนและแสงสว่าง และการทำวงเวียน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยเสริมอีก 3 ด้าน ที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ได้แก่

1.ภาคีเครือข่ายและแกนนำจังหวัดที่เข้มแข็ง มีหน่วยงานร่วมกันทางานกว่า20 องค์กร ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาควิชาการ มูลนิธิ และสื่อมวลชนร่วมเกาะติดต่อเนื่องยาวนาน

2.ใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อนวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงของ คน รถถนนเพื่อตอบคำถาม How can we prevent it? โดยเริ่มจากการแก้ไขจุดเสี่ยง

3. ภาคนโยบายโดยผู้ว่าราชการและหัวหน้าส่วนระดับจังหวัด อำเภอ และท้องถิ่นร่วมสนับสนนุการทำงานเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ

“ในด้านเทคโนโลยี จังหวัดภูเก็ตได้รับงบสนับสนุนจาก Safer Roads Foundation ทำให้มีการใช้เครื่องมือและเทคโนโลยีต่างๆ เช่น Speed Gun ตรวจจับความเร็ว ระบบ Red Light Camera ตรวจจับการสวมหมวกนิรภัยความเร็ว การฝ่าไฟแดง เครื่องชั่งน้ำหนักรถบรรทุกเพื่อป้องกันการบรรทุกเกินและอุบัติเหตุรถตกเขาเครื่องตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์ในเลือดที่มีมากกว่า 70 เครื่อง และป้ายเตือน Your Speed ซึ่งทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัยอย่างชัดเจนสำหรับต้นแบบการแก้ไขจุดเสี่ยงโดยการแก้ไขสิ่งแวดล้อมทางถนนเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมนั้นบริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดภูเก็ต บริเวณแยกนริศรตัดกับถนนสุรินทร์เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงที่มักเกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้ง ในปี 2558เกิดอุบัติเหตุกลางทางแยก 36 ครั้ง บาดเจ็บ 36 ราย เสียชีวิต 5 รายสาเหตุหลักคือการฝ่าฝืนสัญญาณไฟจราจรทว่าภายหลังแก้ไขปรับเปลี่ยนจากสี่แยกไฟแดงเป็นวงเวียนสุรินทร์นริศรอุบัติเหตุลดลงอย่างชัดเจน” นพ.วิวัฒน์ กล่าว

นายสมหวัง โลหะณุช

นายสมหวัง โลหะณุช ผู้อำนวยการแขวงทางหลวงภูเก็ต กล่าวเสริมว่าบริเวณวงเวียนสุรินทร์นริศร เป็นหนึ่งในจุดเสี่ยงของจังหวัดภูเก็ตเนื่องจากตั้งอยู่ใจกลางหน่วยงานสำคัญของจังหวัด ทั้งศาลากลางจังหวัดสำนักงานเทศบาลนครภูเก็ต และโรงเรียนอนุบาลภูเก็ต เป็นต้นจึงมีปริมาณรถสัญจรไปมาหนาแน่น ไม่ต่ำกว่า 3,000 คันในช่วงเร่งด่วนเช้าและเย็น ทำให้บริเวณนี้เกิดอุบัติเหตุบ่อยครั้งเพราะส่วนใหญ่ขับขี่มาด้วยความเร็วสูง เมื่อปี 2552 แขวงทางหลวงภูเก็ตจึงได้ร่วมกับภาคีเครือข่ายป้องกันอุบัติเหตุและได้รับสนับสนุนจากมูลนิธิเซฟเฟอร์โรดส์ร่วมกันแก้ไขปรับปรุงโดยเปลี่ยนจากสี่แยกไฟแดงมาเป็นวงเวียน พร้อมติดป้ายเตือนขีดสีตีเส้นบนพื้นถนนอย่างชัดเจน รวมถึงติดตั้งกล้องบันทึกภาพเพราะต้องการปรับพฤติกรรมขับขี่ให้คนชะลอความเร็วทำให้อุบัติเหตุบริเวณนี้ลดลงอย่างชัดเจน จากเฉลี่ยเดือนละไม่ต่ำกว่า 12ครั้ง เหลือเพียงไม่ถึง 3 ครั้ง ขณะที่ยอดตายกลายเป็นศูนย์

ปัจจุบันในเขตเมืองภูเก็ตมีวงเวียนทั้งหมด 7 แห่งแม้ก่อนหน้านี้จะมีการต่อต้านและเสียงวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมากแต่เมื่อมีการชี้แจงทำความเข้าใจกับชาวบ้านและผลลัพธ์ในภาพรวมสามารถช่วยลดอุบัติเหตุได้อย่างมีประสิทธิภาพทุกคนจึงเห็นถึงประโยชน์ อีกทั้งยังทำให้ค่าเฉลี่ยการใช้ความเร็วลดลงด้วย

นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา

ขณะที่ นางสาวสมใจ สุวรรณศุภพนา นายกเทศมนตรีเทศบาลนครภูเก็ตกล่าวถึงการบริหารจัดการถนนปลอดภัยบริเวณย่านเมืองเก่า ระบุว่าสถานที่ท่องเที่ยวรัศมี 1.7 กิโลเมตร ย่านเมืองเก่าเขตเทศบาลนครภูเก็ตปัจจุบันพื้นถนนจะแคบกว่าเดิม จากการทำพื้นที่ฟุตบาท 1.5 เมตรตามแบบอารยสถาปัตย์ รวม 2 ฝั่งเป็น 3 เมตร ขณะที่พื้นถนนเฉลี่ยอยู่ที่ 6-10 เมตร เพราะการท่องเที่ยวในเมืองเก่าต้องเดินเพิ่มการซึมซับเสน่ห์และวัฒนธรรม และกระตุ้นการจับจ่ายของนักท่องเที่ยวประกอบกับจำนวนผู้สูงอายุในพื้นที่ที่เพิ่มขึ้น ประมาณ 12%

ดังนั้นในด้านความปลอดภัยจึงเน้นให้ความสำคัญตามหลักวิศวกรรมจราจรในการแก้ไขจุดเสี่ยง ควบคู่กันไปกับการติดตั้งป้ายแจ้งเตือนและการตรวจจับผู้ฝ่าฝืนประกอบกับเมื่อพื้นถนนแคบลงผู้ขับขี่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมลดใช้ความเร็ว และยังมีการห้ามรถบรรทุกขนาดใหญ่เข้ามาวิ่งในตัวเมืองเก่าด้วยทำให้สถิติผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุ ค่อยๆ ลดลงอย่างต่อเนื่อง จาก 16รายในปี 2561 ลดลงเป็น 8 รายในปี 2562 และ 3 รายในช่วงที่ผ่านมาของปี2563

ด้าน พล.ต.ท.ธีระพล ทิพย์เจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่าภูเก็ตถือเป็นจังหวัดที่มีค่าเฉลี่ยการจับกุมผู้ฝ่าฝืนกฎจราจรสูงเป็นอันดับ 1 ของประเทศ โดยเฉพาะข้อหาเมาแล้วขับและการตรวจจับผู้ขับขี่ที่ไม่สวมหมวกกันน็อกทำให้ทุกวันนี้อัตราสวมหมวกหมวกนิรภัยขยับเพิ่มสูงขึ้นเป็นอันดับ 2 ของประเทศ รองจาก กทม.โดยปัจจุบันทั่วเมืองภูเก็ตมีกล้องตรวจจับการฝ่าไฟแดง กระจายอยู่ 10 จุดเพื่อลดอุบัติเหตุจากการฝ่าไฟจราจร นอกจากนี้ยังได้ทำการเก็บข้อมูลจุดเสี่ยงต่างๆ นำมาวิเคราะห์เพื่อแก้ไขปัญหาดำเนินการควบคู่กันส่วนหนึ่งต้องแก้ทางวิศวกรรมจราจรและอีกส่วนต้องแก้ที่พฤติกรรมการขับขี่ โดยเฉพาะกวดขันการใช้ความเร็วและตรวจจับการเมาแล้วขับ

“ทุกวันนี้คนละเมิดกฎจราจรมักเป็นคนที่ได้เปรียบแต่เพราะเป็นสิ่งที่ส่งผลกระทบในชีวิตประจำวันต่อทุกคนโดยตรงตำรวจจึงต้องเน้นการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังแต่ค่าเฉลี่ยผู้ฝ่าฝืนมาเสียค่าปรับแค่ 10% เท่านั้นเพราะประชาชนส่วนใหญ่ยังไม่มีความรู้อย่างลึกซึ้งเมื่อโดนจับกุมมักจะมีการโต้เถียงและไม่พอใจหรือทำผิดมาอย่างยาวนานจนเข้าใจว่าทำถูกต้องแล้ว เช่นจอดรถทับทางม้าลาย ฝ่าฝืนจุดห้ามจอดขาวแดงหรือจุดให้จอดได้ชั่วคราวขาวเหลือง เป็นต้นขณะที่ตำรวจบางกลุ่มอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมายหาประโยชน์ส่วนตัวทำให้ประชาชนไม่เชื่อมั่นการบังคับใช้กฎหมายและยังคงเป็นปัญหาที่ต้องร่วมกันแก้ไข” พล.ต.ท.ธีระพล กล่าว

พล.ต.ท.ธีระพล ทิพย์เจริญ

ทั้งนี้ สำหรับกรณีที่จังหวัดภูเก็ตได้รับเลือกเป็นพื้นที่ศึกษาและเตรียมความพร้อมการท่องเที่ยวในรูปแบบใหม่ในช่วงการระบาดของโควิด-19 ซึ่งจะทำให้นักท่องเที่ยวกลับเข้ามาเดินทางสัญจรอีกครั้งแผนยุทธศาสตร์ความร่วมมือระหว่างรัฐบาลไทยกับองค์การอนามัยโลกด้านการป้องกันอุบัติเหตุทางถนน เสนอว่าการเตรียมเปิดพื้นที่ของจังหวัดนอกจากในด้านป้องกันการแพร่ระบาดโควิด-19ควรมีการสื่อสารถึงการบริหารจัดการความปลอดภัยทั้งระบบให้กับประชาชนในประเทศและนักท่องเที่ยวด้วยโดยสามารถดำเนินการควบคู่ไปกับข้อเสนอแนะเพื่อให้ทศวรรษแห่งความปลอดภัยของไทยประสบความสำเร็จได้แก่ 1. ยกระดับความสำคัญของปัญหาอุบัติเหตุเป็นวาระแห่งชาติที่กำหนดเป้าหมายในการลดอุบัติเหตุอย่างชัดเจนและสร้างกลไกการรับผิดชอบของรัฐบาลต่อปัญหาอุบัติเหตุ 2.ปรับปรุงกระบวนการจัดการความปลอดภัยทางถนนระดับชาติโดยมียุทธศาสตร์ เป้าหมายแผนงาน ตัวชี้วัด และกลไกการกำกับติดตามอย่างจริงจัง 3.ตั้งกลไกโครงสร้างเชิงสถาบันที่ทำหน้าที่ประสานและบูรณาการการทำงานของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยใช้ข้อมูลเป็นตัวขับเคลื่อนนโยบาย และ 4.สนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรอย่างเป็นรูปธรรม

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *