ตัวแทนกลุ่มผู้ใช้น้ำคึกคัก เตรียมจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำ 1 เม.ย.หวังกลไก กฏหมายใหม่ ช่วยบริหารวิกฤติน้ำในพื้นที่

ตัวแทนผู้ใช้น้ำ ทั้งภาคเกษตรกรรม ภาคอุตสาหกรรม และพาณิชยกรรม พร้อมที่จะจดทะเบียน “องค์กรผู้ใช้น้ำ” ในวันที่ 1 เม.ย. นี้ ภายหลังจากที่สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติประกาศ พร้อมให้จดทะเบียน โดยได้กำหนดรายละเอียด หลักเกณฑ์ การจดทะเบียน และแบบฟอร์มในการรับสมัครเรียบร้อยแล้ว ซึ่งกลุ่มผู้ใช้น้ำหวังว่า “องค์กรผู้ใช้น้ำ ” ตามกฏหมายใหม่ จะทำให้ประชาชนมีส่วนร่วม มีสิทธิ มีเสียงในการบริหารน้ำในลุ่มน้ำของตนเองอย่างแท้จริง และหวังว่า จะมีตัวแทนเข้าไปทำหน้าที่ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อมีส่วนในการให้ความเห็นชอบ จัดการทรัพยากรน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำของตนเอง ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในวันนี้ (12 มีนาคม) สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติได้จัดสัมมนา ” สร้างการรับรู้การแจ้งเกิดของ​ “องค์กรผู้ใช้น้ำ” มิติใหม่…. แห่งพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ” จากห้องทิวลิป​ โรงแรมรามาการ์เดนส์​ กรุงเทพฯ โดยมี ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ , ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ที่ปรึกษากฎหมาย สทนช. พร้อมด้วยตัวแทนกลุ่มผู้ใช้ จากภาคเกษตรกรรม นางบุษบงก์ ชาวกัณหา คณะกรรมการลุ่มน้ำปราจีนบุรี (เดิม) นายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการ บริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ รีซอร์ส แมนเนจเม้นท์ จำกัด (IWRM) ตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคพาณิชยกรรมและนายวิโรจน์ เลิศสลัก ผู้จัดการโรงงานบริษัท กรุงเทพซินธิติกส์ (BST) ตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม

ดร.สมเกียรติ ประจำวงษ์ เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สนทช.) กล่าวว่า กฏหมาย “องค์กรผู้ใช้น้ำ ” ประกาศในราชกิจจาเมื่อวันที่ 2 ก.พ. ที่ผ่าน ซึ่งกฏหมายองค์กรผู้ใช้น้ำ เกิดขึ้น ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 องค์กรผู้ใช้น้ำ ถือเป็นกลไกลใหม่ในประวัติศาสตร์การบริหารจัดการน้ำของประเทศ ที่ให้ภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของประเทศ โดย สทช. ได้ เตรียมความพร้อมในการจดทะเบียนจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำ ทั้งคุณสมบัติผู้ที่จะเข้าร่วมเป็นองค์ผู้ใช้น้ำ ขั้นตอนกระบวนการและวิธีการต่างๆ ในการยื่นขอรับรองความเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งคาดว่าจะสามารถประกาศขึ้นทะเบียนได้ในวันที่ 1 เมษายน 2564 นี้ โดยผู้ใช้น้ำ ต้องรวมตัวกันไม่น้อยกว่า 30 คนเพื่อขอจดทะเบียน

” ต่อไปนี้ การบริหารจัดการน้ำ จะ ไม่ใช่ภาครัฐอย่างเดียว แต่จะมีภาคประชาชนเข้ามาร่วม และไม่ใช่แค่คำสั่งในกระดาษ อย่างเมื่อก่อน แต่คราวนี้มีกฏหมายมาด้วย เราเพิ่มอาวุธให้องค์กรผู้ใช้น้ำ ที่จะเข้าไปเป็นกรรมการ ในคณะกรรมการลุ่มน้ำ และ ทุกหน่วยงานไม่ว่าจะทำอะไรก็ต้องลงไปที่จังหวัด โครงการน้ำ ของหน่วยงานต่างของรัฐจะต้องผ่าน อนุกรรมการน้ำจังหวัด เห็นชอบก่อน ที่ผ่านมา หลายโครงการภาครัฐ เดินต่อไม่ได้ เพระาประชาชนไม่เห็นด้วย ผมมั่นจว่ากลไกนี้จะช่วยขจัดความไม่เข้าใจกันในระดับท้องถิ่นได้ ซึ่งต้องมีการสร้างความเขาใจระยะยาว ” ดร.สมเกียรติ กล่าว

ดร.สมเกียรติ

สำหรับบทบาทที่สำคัญขององค์กรผู้ใช้น้ำ นอกจากเพื่อดำเนินการเกี่ยวกับการใช้ การพัฒนา การบริหารจัดการ การบำรุงรักษา การฟื้นฟู และการอนุรักษ์ทรัพยากรน้ำในหมู่สมาชิกร่วมกันแล้ว ยังสามารถเข้ารับการคัดเลือกเป็นกรรมการลุ่มน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนได้ ซึ่งลุ่มน้ำหนึ่งๆ มีจำนวน 9 คน แบ่งเป็น ภาคเกษตรกรรม 3 คน ภาคอุตสาหกรรม 3 คน และภาคพาณิชยกรรม 3 คน โดยกรรมการลุ่มน้ำผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำเหล่านั้น ยังมีสิทธิได้รับการคัดเลือกไปเป็นกรรมการผู้แทนคณะกรรมการลุ่มน้ำในคณะกรรมการทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (กนช.) ได้อีกด้วย รวมทั้งสิ้นจำนวน 4 คน เพื่อเสนอแนะ ให้ข้อมูลหรือความคิดเห็นต่อคณะกรรมการลุ่มน้ำ เพื่อนำมาใช้ในการบริหารทรัพยากรน้ำในเขตลุ่มน้ำของตนเอง ซึ่งปัจจุบันมีการแบ่งพื้นที่ลุ่มน้ำใหม่เป็น 22 ลุ่มน้ำหลัก และ 353 ลุ่มน้ำสาขา

ผศ.อิทธิพล

ด้าน ผศ.อิทธิพล ศรีเสาวลักษณ์ ที่ปรึกษากฎหมาย สทนช. กล่าวว่า เจตนารมณ์ของ พรบ.ทรัพยากรน้ำ ออกมาเพื่อบูรณาการการทำงานของหน่วยงานด้านน้ำทุกส่วนเข้าด้วยกัน ซึ่งหน่วยงานที่ดูแลเรื่องน้ำมีมากถึง 40 กว่าหน่วยงานและมี พรบ. /กฏกระทรวง/พระราชกฤษฏีกา รวมๆ แล้วเป็น 1000 ฉบับ ซึ่ง กม.จะเป็นการกำหนด ทิศทางการทำงานไปในทิศทางเดียวกันและกม.ฉบับนี้ ไม่ได้ไปลดทอนอำนาจกม.อื่นๆ ที่มีอยู่ และกม.ฉบับนี้ จะลงรายละเอียด ว่า รัฐเข้าไปจัดการอะไรได้บ้าง ทั้งเรื่องการพัฒนา ทรัพยากร /การอนุรักษ และการฟื้นฟูแหล่งน้ำ และสิทธิในน้ำเป็นอย่างไร

นอกจากนี้ กรรมการยังมีหลายระดับ ตั้งแต่คณะกรรมการน้ำแห่งชาติ / กรรมการลุ่มน้ำและองค์ประกอบที่สำคัญ ที่สุดคือ ” องค์กรผู้ใช้น้ำ ” และ เราหลังว่า จะมีองค์กรผู้ใช้น้ำรวมตัวกันในพื้นที่ ที่จะรักษาผลประโยชน์ซึ่งกันและกันขององค์กรผู้ใช้น้ำ ในแหล่งน้ำ” การรวมตัวกันของผู้ใช้น้ำ จะทำให้เกิดความเข้มแข็ง และการติดต่อสื่อสารจากข้างบนลงข้างล่าง คือ จากคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ ( กนช.) ไปคณะกรรมการลุ่มน้ำ และไป องค์กรผู้ใช้น้ำ ก็จะสามารถสื่อสารได้เป็นกลุ่ม และทางตรงมากขึ้น ในขณะเดียวกัน องค์กรผู้ใช้น้ำ ที่มีความประสงค์อยากจะได้อะไรหรือเสนอปัญหาอะไรก็จะสามารถส่งขึ้นมาได้อย่างมีพลัง ไม่ใช่ ว่าเป็นการกระจัดกระจายรายบุคคล ดังนั้นองค์กรผู้ใช้น้ำจะทำให้เกิดตวามเข้มแข็ง การจัดการใช้น้ำในพื้นที่ของตัวเอง จะทำให้การจัดการน้ำทั่วๆ ไป มีภาพที่ชัดเจนยิ่งกว่าเมื่อก่อน ” ผศ.อิทธิพลกล่าว

และบอกว่า สำหรับผู้ใช้น้ำ ที่มีการรวมตัวกันก่อนที่จะมี กฏหมาย นี้ เขาก็ยังสามารถดูแลลุ่มน้ำ แหล่งน้ำ ในพื้นที่ของตนเองเหมือนเดิม เพียงแต่จะไม่มีสิทธิที่จะมีตัวแทนไปเป็นกรรมการในคณะกรรมการลุ่มน้ำ เท่านั้น

อย่างไรก็ตามที่ก่อนที่จะมีกฏหมายองค์กรผู้ใช้น้ำ กลุ่มผู้ใช้น้ำในหลายลุ่มน้ำทั่วประเทศก็มีการจัดตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำอยู่แล้ว สำหรับกลุ่มที่ใช้น้ำในเขตพื้นที่ชลประทาน ก็อยู่ภายใต้กรมชลประทาน ส่วนกลุ่มที่ใช้น้ำจากบาดาลก็อยู่ภายใต้กรมน้ำบาดาลหรือกรมทรัพยากร น้ำ เป็นต้น

นางบุษบงก์ ชาวกัณหา คณะกรรมการลุ่มน้ำปราจีนบุรี (เดิม) ตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคเกษตรกรรม ซึ่งทำสวนทุเรียน และมีบทบาทในพื้นที่ ลุ่มน้ำปราจีนบุรี (เดิม )และ มูลนิธิเพื่อการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการประเทศไทย โดยบุษบงก์และมูลนิธิฯ มีอาสาสมัครที่ทำงานกับกรมทรัพยากรน้ำ และเป็นกลไก ไปช่วยสร้างความเข้าใจ ให้กับ องค์การบริหารส่วนตำบล และสร้างความเข้าใจให้กับเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของกรมชลประทาน นอกจากนี้ ยังไปสร้างความเข้าใจให้กับกลุ่มผู้ใช้น้ำ สำหรับกฏหมายใหม่ด้วย

บุษบงก์ กล่าวว่า ปัญหาเรื่องน้ำมันเรื้อรังมานาน โรคเรื้อรังต้องอาศัยหมอมือดีและทีมแพทย์ ที่ไม่ใช่แพทย์คนเดียว ต้องใช้เวลา เราเลยผนึกกำลังที่ไปให้ความรู้ เราไปให้ความสำคัญในการจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำ ” ดิฉันจดทะเบียนแน่นอน รวมตัวกับกลุ่มเกษตรกรด้วยกันแล้ว และเราหวังว่าเราจะดูแลเร่ืองวัฏจักรของการใช้น้ำให้ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ที่ผ่านมาเราเจอปัญหา เพราะเราเป็นพวกกลุ่มท้ายน้ำ ที่ไม่ได้ใช้น้ำท่าเลย ต้องใช้น้ำบาดาล ซึ่งดิฉันหวังว่า เมื่อองค์กรนี้ ทำงานได้เต็มที่ จะแก้ปัญหาสำหรับคนท้ายน้ำได้ ” เธอกล่าวและบอกว่า นอกจากไม่ได้ใช้น้ำท่าแล้ว เธอยังได้รับผลกระทบจาก กลุ่มเกษตกรที่อยู่ในเขตชลประทาน ที่ใช้น้ำท่ามาก ก็ทำให้น้ำใต้ดินลดลง และ ขณะเดียวกันก็เจอปัญหาน้ำเค็มรุกถึงสวน

บุษบงก์ ชาวกัณหา

อย่างไรก็ตาม เธอหวังว่า เสียงขององค์กรผู้ใช้น้ำภาคประชาชนจะเสียงดัง ไปถึงหน่วยงานรัฐ เพราะที่ผ่านมาเธอบอกว่า เสียงของชาวบ้านไม่ดัง ไม่มีใครรับฟัง และที่ผ่านมา กลุ่มเธอเรียกร้องมาตลอด ว่า ภาคประชาชนควรมีบทบาท มีกม. รองรับ มีอำนาจ และเป็นที่ยอมรับในที่สาธารณะ ไม่ใช่เป็นหน่วยงานที่รัฐเขียนไว้ในกระดาษเท่านั้นว่าให้ประชาชนมีส่วนร่วม ดังนั้น การรวมตัวเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำ ตามกฏหมายใหม่นี้ เธอคิดว่าคือโอกาส ที่จะได้ปกป้องทรัพยากรของตนเอง ไม่ใช่การมีส่วนร่วมแบบวัฒนธรรมเดิม ที่คุยๆกันเสร็จแล้วก็ไปตกลงกันแบบลับๆ ภายหลัง

” เรามีกลุ่มผู้ใช้นำเล็กๆ แต่ไม่มีอำนาจตัดสินใจอะไร เสียงเราจะดัง ก็ต่อเมื่อต้องผ่านผู้มีอิทธิพลในท้องถิ่น เช่น สส. ผู้แทน แต่ ถ้าจะให้ดังมากยิ่งขึ้นก็ต้องเป็นข่าว ออกสื่อ เช่น ไปปิดจวนผู้ว่าฯ หรือถ้าน้ำเสีย ปลาตาย ก็เอาปลาไปเทหน้าจวนผู้ว่า ฯ เป็นต้น แต่ถ้าในเวทีที่เป็นทางการ เราไม่มีโอกาสที่จะไปพูด หรือเสียงดัง เลยเพราะภาคเกษตร เป็นภาคที่ถูกมองว่า สร้างรายได้ต่อหัวไม่มาก ซึ่งเราหวังว่าองค์กรนี้ จะทำให้เรามีตัวตนมากขึ้น ” บุษบงก์ กล่าว

บุษบงก์ กล่าวเพิ่มเติม ว่า ก่อนมาร่วมเสวนาได้ เธอได้ไปสัมภาษณ์ผู้ใช้น้ำหลากหลายกลุ่ม ซึ่งทัศนคติ ของผู้ใช้น้ำจะต่างกัน ระดับจนท.อาจมองว่า กม.น้ำใหม่ลดทอนอำนวจของตนเอง /ส่วนเอ็นจีโอ หรือภาคประชาสังคม มองว่า เขามีอำนาจที่จะลงโทษราชการได้ ถ้าไม่บริหารน้ำตามข้อตกลงที่เป็นลายลักษณ์อักษร ส่วนภาคประชาชนมองว่าทำตัวเองมีสิทธิ มีเสียงแต่กังวลว่า ตัวแทนกรรมการลุ่มน้ำสัดส่วนน้อยเขาจะไม่สามารถมองไปในพื้นที่ของตนเองได้ และอาจจะมองเฉพาะพื้นที่ของตนเอง ไม่ได้มีภาพกว้าง เพราะฉะนั้นตนอยากให้ทุกฝ่ายมองว่า ทุกคนคือหุ้นส่วนกัน และอยู๋ร่วมกันอย่างมีศักดิ์ศรีในองค์กรนั้น

ธนวัฒน์

ขณะที่ นายธนวัฒน์ สันตินรนนท์ กรรมการ บริษัท อินดัสเตรียล วอเตอร์ รีซอร์ส แมนเนจเม้นท์ จำกัด (IWRM) ตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคพาณิชยกรรม กล่าวว่า บริษัทของตนเองทำธุรกิจบริหารจัดการน้ำภาคตะวันออก ซึ่งทำมา 17 ปีแล้ว โดยดูแลพื้นที่ ชลบุรีและฉะเชิงเรา จัดสรรน้ำให้กับนิคมอุตสาหกรรมต่าง ๆ และ การประปาส่วนภูมิภาค ในภาคอุปโภคและบริโภค โดย บริษัท ใช้บ่อดินเก่า ในการกักเก็บน้ำ ในช่วงหน้าฝน จะลำเลียงน้ำไปเก็บในบ่อและใช้หน้าแล้ง หลังจากนั้นก็จัดสรรน้ำ ขายออกไป หลัก ๆ จะเก็บน้ำที่จะลงทะเล ซึ่งที่ผ่านมา บริษัทจะติดต่อกับหน่วยงานรัฐ สองหน่วยงานคือกรมชลประทาน ที่จะต้องซื้อน้ำดิบ จากรมชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ บำบัดน้ำให้เป็นน้ำประปา ใกล้เคียงให้เทียบน้ำประปา สำหรับการจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำ เขายืนยันว่าจะจดแน่นอน และหวังว่าในอนาคตเมื่อ กฏหมายน้ำ พ.ศ. 2561 ทำงานเต็มที่แล้ว องค์กรที่ทำงานด้านการจัดหาน้ำอย่างบริษัทของเขาจะไม่ต้องสับสนว่าจะติดต่อกับหน่วยงานรัฐที่มีมากมายถึง 40 หน่วยงาน

” ตอนนี้เรายังไม่ทราบเลยว่า หากเราจะวางเป้าหมายขององค์กรเกี่ยวกับน้ำในระยะยาว เราจะติดต่อประสานงานกับใคร ซึ่งปัจจุบันติดต่อกับกรมชลประทานเนื่องจากต้องขอการใช้น้ำจากชลประทาน และกรมทรัพยากรน้ำ ที่ดูแลเรื่องคุณภาพน้ำประปา ที่เราต้องส่งน้ำให้ การประปาส่วนภูมิภาค ” นายธนวัฒน์กล่าว และเขายืนยันแน่นอนว่า ผู็ใช้น้ำภาคพาณิชยกรรม พร้อมจะจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำแน่นอน เพราะหน่วยงานของเขาเป้นหน่วยงานที่เก็บน้ำ ซึ่งประเทศไทยไม่ได้ขาดน้ำแต่เราขาดคนเก็บน้ำ เพราะฉะนั้นจะบริหารน้ำอย่างไรที่จะให้บริการกับภาคชุมชน กับคนใช้น้ำ โดยไม่ทะเลาะกัน และตนอยากให้มีเวที ภาคอุตสาหกรรม ได้คุยร่วมกับภาคเกษตร

ด้าน นายวิโรจน์ เลิศสลัก ผู้จัดการโรงงานบริษัท กรุงเทพซินธิติกส์ (BST) ตัวแทนผู้ใช้น้ำภาคอุตสาหกรรม กล่าวว่า ทางภาคอุตสาหกรรม เราจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำแน่นอน และสำหรับนิคมอุตสาหกรรมาบตาพุด วางเป้าหมายไว้ 2 องค์กร โดย ในวันที่ 24 มีนาคม นี้ เราจะประชุมผู้จัดการโรงงาน ทั้ง 5 นิคมและ 1ท่าเรือ เพื่อพูดคุยเรื่องการจัดตั้งองค์กรผู้ใช้น้ำ คาดว่าจะจดทะเบียนในกลางเดือนเม.ย. โดยที่ผ่านมา ทางเราพอทราบเรื่องกฏหมายองค์กรผู้ใช้น้ำ ก็ได้นำข้อมูลไปย่อยให้สมาชิกได้รับทราบ มีการวางไทม์ไลน์ และมีการสื่อสารกันในกลุ่มโรงงาน โดยดึงข้อมูลจาก สนทช. ไปให้ความรู้ สำหรับนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด และนิคมในจังหวัดระยอง จะมีอีสต์วอเตอร์ เป็นบริษัทที่จัดส่งน้ำให้นิคม ซึ่งนายวิโรจน์บอกว่า ทางนิคมฯ มีประสบการณ์ในการบริหารจัดการน้ำร่วมกันกับหน่วยงานต่างๆ มาเป็นระยะเวลานาน และมีตัวแทนจากโรงงานต่างๆ ที่รวมเป็นกลุ่มบริหารข้อมูลเรื่องน้ำ มีการติดตามสถานการณ์น้ำจากหน่วยงานรัฐ จากกรมอุตุนิยมวิทยา ว่า ปีนี้ฝน จะมากหรือน้อย ถ้ามาน้อยจะวางแผนการผลิตอย่างไร เป็นต้น

วิโรจน์

ที่ผ่านมา นิคมฯ เคยเผชิญกับปัญหาขาดแคลนน้ำ เช่น เมื่อปี 2548 และปี 2563 ผู้ใช้น้ำในนิคมก็ประสบกับปัญหาการขาดแคลนน้ำ วิโรจน์ เล่าว่า ในครั้งนั้น พอรู้เรื่องน้ำขาดแคลน กลุ่มอุตสาหกรรมมาบตาพุด ก็มีการประชุมวอร์รูม ว่าจะแบ่งน้ำอย่างไรกับ ภาคเกษตร ภาคครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม ตอนนั้นสิ่งที่คุยกันคือทุกภาคส่วน ต้องลดการใช้น้ำ ลง 10 % ซึ่งทางนิคมฯ ก็ตั้งวอร์รูมออกมาอีกวอร์รูม เป็นวอร์รูมเล็กซึ่งจะประกอบไปด้วย การนิคมอุตสาหกรรม/บ.อีสต์วอเตอร์ /กรมชลประทาน และผู้ประกอบการ ว่า จะใช้เทคนิคอะไรในการลดการใช้น้ำ ให้ได้ 10% หลายโรงงานเลือกใช้ 3Rs คือ Reduce การลดของเสียจากโรงงาน/ Reuse การใช้ช้ำหลายๆ ครั้ง และ Recycle และอีกแบบ เราต้องปิดบางแผนกการผลิต ซึ่งตอนนั้นหลาย ๆ โรงในนิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุดก็ใช้วิธีปิดแผนกการผลิต เป็นต้น

อย่างไรก็ตาม แม้กลุ่มผู้ใช้น้ำ จะเห็นประโยชน์ในการจัดตั้งกลุ่มองค์กรผู้ใช้น้ำ แต่ตัวแทนผู้ใช้น้ำ ก็กังวลว่า ในการคัดเลือกตัวแทน ที่จะไปเป็นคณะกรรมการลุ่มน้ำ จะคัดเลือกย่างไร เช่น ลุ่มน้ำภาคตะวันออก ที่ครอบคลุมพื้นที่ จ.ชลบุรี ระยอง จันทรบุรี และตราด ซึ่ง เฉพาะภาคอุตสาหกรรม คาดว่าจะมีองค์กรผู้ใช้น้ำมากกว่า 50 องค์กรแน่นอน ดังนั้นการคัดเลือกจะคัดเลือกอย่างไร หากแต่ละองค์กรส่งผู้แทนแต่ละองค์กรมาองค์กรละ 10 คน หรือ ความกังวลของ นางบุษบง ตัวแทนเกษตรกร ที่เกรงว่า สนทช.จะป้องกันอย่างไรไม่ให้เกิดการล็อกสเปค บล็อคโหวต หากกลุ่มที่รู้ข้อมูลก่อน เข้าถึงข้อมูล ก็ไปเกณฑ์คนมาจดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำ มีการจัดตั้งกลุ่มกันเองในจำนวนที่มากๆ และคัดเลือกกันเองเอาพรรคพวกมาโหวต วัฒนธรรมแบบนี้ ทางสนทช.จะสะกัดอย่างไร

ในประเด็นนี้ ดร. สมเกียรติ กล่าวว่า จะมี กรรมการในลุ่มน้ำ เป็นคนกลั่นกรอง ออก กฏ กติกา ว่าจะเลือกแบบไหน มีการลงคะแนนปิดหรือเปิด และองค์กรผู้ใช้น้ำไม่ใช่ใครก็เป็นได้ ต้องมีพื้นที่อยู่ใกล้กัน มีลุ่มน้ำ แหล่งน้ำชัดเจน มีตัวตนว่าอยู่ในพื้นที่ ต้องระบุว่าใช้น้ำที่พื้นที่ไหน ไม่สามารถล็อกโหวตกันได้ง่ายๆ เช่น ใช้น้ำจากกรมชลประทาน กรมชลประทานต้องรับรอง หรือถ้าใช้น้ำบาดาล กรมน้ำบาดาลก็ต้องรับรอง เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังมีประเด็นที่ตัวแทนผู้ใช้น้ำสงสัย ว่า การเปิดให้จดทะเบียนองค์กรผู้ใช้น้ำ จะมีระยะเวลาหรือไม่ และหากมีองค์กรเพิ่มขึ้น จะเลือกตัวแทนกันอย่างไร นอกจากนี้ คณะกรรมการลุ่มน้ำ จะมีวาระกี่ปี ซึ่ง ผศ.อิทธิพล บอกว่า คนที่จะจดทะเบียนจะจดเมื่อไหร่ก็ได้ เริ่ม 1 เม.ย. และเปิดตลอด จะตั้งกลุ่มใหม่เมื่อไหร่ก็ได้ หรือจะเลิกกลุ่มก็ได้

อย่างไรก็ตามที่ผ่านมาการจัดตั้งองค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำขึ้นมาบ้างแล้วโดยหลายหน่วยงาน แต่ถือว่ายังไม่ได้อยู่ภายใต้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 ดังนั้น องค์กรหรือกลุ่มผู้ใช้น้ำของหน่วยงานที่มีอยู่เดิมตามภารกิจ จะต้องมายื่นขอก่อตั้งเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตามพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ พ.ศ. 2561 เพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำทั้งระบบ โดยกำหนดให้กลุ่มบุคคลหรือนิติบุคคลหรือห้างหุ้นส่วนสามัญที่รวมตัวกันจำนวนไม่น้อยกว่า 30 ราย ต้องตั้งตัวแทนไปยื่นคำขอจดทะเบียนก่อตั้งองค์ผู้ใช้น้ำต่อสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ ในฐานะนายทะเบียน ผ่าน 3 ช่องทางทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ทั้งทางระบบออนไลน์ และยื่นเอกสารด้วยตนเอง ได้แก่ 1.ทางเว็บไซต์ twuo.onwr.go.th 2.สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ อาคารจุฑามาศ ถ.วิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ และ 3.สำนักงานของ สทนช. ภาค 1- 4 ได้แก่ จ.ลำปาง จ.สระบุรี จ.ขอนแก่น และ จ.สุราษฎร์ธานี โดยมีกระบวนการตรวจสอบเอกสารข้อมูลประมาณ 30 วัน หากถูกต้องครบถ้วน จะเข้าสู่กระบวนการออกเอกสารรับรองว่าเป็นองค์กรผู้ใช้น้ำตาม พรบ.ทรัพยากรน้ำ

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *