รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้โพสต์เตือนภัยถึงสภาพอากาศ ปัญหาฝุ่นพิษ pm2.5 ใน เฟชบุ๊กส่วนตัว Witsanu Attavanich โดยระบุว่า ปัญหาฝุ่นพิษ PM 2.5 แก้ไม่ตรงจุด หรือรู้จุดแล้วไม่แก้ หรือไม่รู้จริงๆ ว่าควรแก้จุดไหน?? จังหวัดไหนบ้างเผาหนักที่สุด 25 อันดับแรกช่วง ม.ค. 64? แล้วควรแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในภาคเกษตรอย่างไร?

วิษณุ ระบุว่า เป็นเวลา 11 วันติดต่อกันแล้วที่กรุงเทพฯ มีอากาศแย่จากค่าฝุ่นพิษ PM 2.5 (สารก่อมะเร็งกลุ่ม 1) ที่เกินค่ามาตรฐานองค์การอนามัยโลกซึ่งนับว่าเป็นอันตรายต่อสุขภาพอย่างมาก ภูมิภาคต่างๆ ก็ต้องเผชิญกับฝุ่นพิษไม่น้อยไปกว่ากรุงเทพฯ โดยแหล่งกำเนิดหลักในช่วงนี้คือฝุ่นพิษที่เกิดจากการเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ ซึ่งมาสมทบกับแหล่งกำเนิดหลักในพื้นที่ ได้แก่ การเผาไหม้ในเชื้อเพลิงจากภาคยานยนตร์และโรงงานอุตสาหกรรม ไม่รวมการออกแบบผังเมืองที่แออัดมาก

โดย ดร.วิษณุ ได้โพสต์ภาพ ที่แสดง ให้เห็นว่าจำนวนจุดความร้อนของไทยสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับค่าดัชนีคุณภาพอากาศในกรุงเทพฯ ในช่วงนี้ แม้ว่าเราสามารถจะพยากรณ์รู้ล่วงหน้าหลายวันว่าวันไหนอากาศจะปิดและฝุ่นจะมาก แต่การเผาในภาคเกษตรและป่าไม้ก็ไม่ได้ลดลง แต่กลับเดินหน้าทำลายสถิติ คำถามคือเกิดอะไรขึ้นกับกลไกการแก้ปัญหาฝุ่นพิษของภาครัฐ? นอกจากนั้นหากพิจารณาเจาะลึกลงไปในภาคเกษตร การเผาเกิดขึ้น


จากพืช 3 ชนิดหลัก ได้แก่ ข้าว อ้อย และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ (ภาพที่ 3) และเมื่อพิจารณาจุดความร้อนจากการเผาที่เกิดขึ้นในภาคเกษตรระหว่างช่วง 1-21 ม.ค. 2564 จะพบว่า นาข้าวมีจำนวนจุดความร้อนเกิดขึ้นสูงที่สุดคิดเป็นร้อยละ 30 ของจำนวนจุดความร้อนทั้งหมด ขณะที่พื้นที่ปลูกอ้อยมีสัดส่วนจำนวนจุดความร้อนเพียง 7% ของจำนวนจุดความร้อนทั้งหมด บ่งชี้ให้เห็นว่าปัญหาฝุ่นพิษช่วงนี้น่าจะมาจากข้าวมากกว่าอ้อย
แต่เมื่อลองเปิดแผนปฏิบัติการขับเคลื่อนวาระแห่งชาติ “การแก้ปัญหามลพิษด้านฝุ่นละออง” กลับพบว่ามาตรการแก้ปัญหาฝุ่นพิษในภาคเกษตรกลับพุ่งเป้าไปที่การลดเผาอ้อย แต่ไม่มีมาตรการใดๆ ที่เจาะจงไปที่การแก้ปัญหาลดการเผาในนาข้าว ต่อให้ลดการเผาอ้อยได้หมด ก็ไม่มีวันแก้ปัญหาฝุ่นพิษได้ โดยเฉพาะชาวกรุงฯ และปริมณฑล คงต้องทนสูดฝุ่นกันต่อไปเพราะช่วงที่ฝุ่นหนักมักจะเกิดขึ้นในช่วงธันวาคม-กุมภาพันธ์ซึ่งมาจากการเผาในนาข้าวเป็นส่วนใหญ่ แสดงว่าที่ผ่านมาตลอด 3-4 ปี ที่พยายามแก้ปัญหาฝุ่นพิษ เราแก้ตรงจุดของปัญหาแล้วใช่หรือไม่? สถิติข้อมูลเหล่านี้ผู้กำหนดนโยบายไม่ทราบจริงๆ หรือทราบแต่ยังไม่อยากแก้ หรือไม่รู้จะแก้ยังไง???


จังหวัดไหนบ้างเผาหนักที่สุด 25 อันดับแรกช่วง ม.ค. 64?
ดร.วิษณุ ระบุต่อว่า หากมาดูจังหวัดที่มีการเผาหนักที่สุด 25 อันดับแรกในช่วง 1-21 ม.ค. 64 จะพบว่า ลพบุรีครองแชมป์ ตามมาด้วยนครสวรรค์ เชียงใหม่ เพชรบูรณ์ และแม่ฮ่องสอน ตามลำดับ หากพิจารณาแท่งสีแดงซึ่งคือการเผาในนาข้าวจะพบว่า ปัญหาฝุ่นพิษจากการเผาในนาข้าวไม่ได้ทำลายสุขภาพเฉพาะชาวกรุงเทพฯ เท่านั้น แต่ยังทำลายสุขภาพของคนทั่วประเทศ คำถามคือ คุ้มค่าหรือไม่กับการเป็นแชมป์ส่งออกข้าว แต่ต้องสังเวยกับสุขภาพที่เสื่อมโทรมของคนไทยทั้งประเทศ

ดังนั้น ควรเริ่มแก้ปัญหาการเผาในนาข้าวอย่างจริงจังได้แล้วเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีของคนไทยทุกคนแล้วควรแก้ไขปัญหาฝุ่นพิษในภาคเกษตรอย่างไร?

โดยดร.วิษณุ ได้เสนอแนวทางแก้ปัญหาดังนี้

  1. ภาครัฐและภาคเอกชนควรร่วมกันให้เงินช่วยเหลือแบบมีเงื่อนไขกับเกษตรกรในระยะสั้นในการใช้เครื่องจักรกลเพื่อการเก็บเกี่ยวและจัดการแปลงแทนการเผา
  2. เตรียมส่งเสริมและให้ความรู้กับเกษตรกรเพื่อจัดการแปลงสำหรับใช้เครื่องจักรเก็บเกี่ยวในฤดูกาลใหม่ที่จะเริ่มขึ้น หากเป็นไปได้ร่วมกันวางแผนการผลิตในทุกพื้นที่เพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  3. เพิ่มส่วนต่างราคารับซื้ออ้อยไฟไหม้และอ้อยสดให้มากกว่า 30 บาท/ตัน เพื่อจูงใจให้เกษตรกรหันมาสนใจตัดอ้อยสดมากขึ้น เพราะจะได้ค่าตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าการเผา ภาคเอกชนต้องร่วมรับผิดชอบด้วยเพราะมีส่วนในการรับซื้ออ้อยไฟไหม้เช่นกัน ไม่ควรให้เกษตรกรเป็นผู้รับภาระเพียงฝ่ายเดียว
  4. ส่งเสริมให้เกษตรกรนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาทำปุ๋ยหมักในทุกพื้นที่ พร้อมให้เงินช่วยเหลือเกษตรกรต่อไร่เพื่อสร้างแรงจูงใจให้ไม่เผา ปัจจุบันกระทรวงเกษตรมีโครงการลักษณะนี้อยู่แต่งบประมาณค่อนข้างน้อยและพื้นที่จำกัด จึงไม่สามารถแก้ปัญหาได้สมบูรณ์
  5. ส่งเสริมให้มีตลาดเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตรที่ใช้ในการจัดการแปลงและเก็บเกี่ยวผลผลิตอย่างทั่วถึงทุกพื้นที่ และให้เกิดการแข่งขันอย่างเสรี ซึ่งสามารถสร้างแรงจูงใจโดยการลดภาษีนำเข้าเครื่องจักรใหม่ และยกเว้นภาษีกำไรให้กับบริษัทเอกชนที่สนใจลงทุน ไม่ควรส่งเสริมให้เกษตรกรรายย่อยเป็นเจ้าของเครื่องจักรเองเพราะเครื่องจักรจะไม่สามารถถูกใช้อย่างเต็มศักยภาพ ในอดีตที่ผ่านมา สถิติจากสำมะโนเกษตรบ่งชี้ว่าเกษตรกรหันมาเช่าเครื่องจักรแทนการซื้อ แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดเช่าซื้อเครื่องจักรกลการเกษตร
  6. ส่งเสริมให้มีการรวมแปลงเพาะปลูกของเกษตรกรรายย่อยเพื่อให้เครื่องจักรสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และได้รับประโยชน์จากการประหยัดต่อขนาด
  7. ส่งเสริมให้มีตลาดสำหรับเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อทำให้เศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมีราคาและสร้างรายได้ให้กับเกษตรกร ปัจจุบันโรงงานน้ำตาลหลายโรงเริ่มสนับสนุนการรับซื้อใบอ้อยจากเกษตรกรเพื่อนำไปผลิตไฟฟ้า ซึ่งควรขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่ นอกจากนั้น อาจพิจารณาส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าโดยใช้เศษวัสดุเหลือใช้จากข้าวและข้าวโพดด้วย ได้มีงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าการผลิตไฟฟ้าในลักษณะนี้จะก่อให้เกิดความคุ้มค่าในเชิงเศรษฐศาสตร์ และสามารถทำได้จริง

ขอบคุณข้อมูลจาก Facebook : Witsanu Attavanich

และ ภาพ main Photo credit : facebook Panarat Rittanan ภาพ จังหวัดสุมทรปราการ ในเวลา 07.00 น. ของวันที่23 มกราคม

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *