สถานการณ์ภัยแล้งในอีก 2-3เดือนข้างหน้า ภาคเหนือมีสถานการณ์เสี่ยงต่อภัยแล้งสูงมากที่สุด เนื่องจากปริมาณฝนในปีที่ผ่านมา ส่งผลให้ ปริมาณน้ำต้นทุนเหลือเพียง 30 เปอร์เซนต์ เท่านั้น การเสวนา เรื่อง”สถานการณ์ภัยแล้งภาคเหนือ ปี 2564”   ซึ่งมีนักวิชาการที่ร่วมเสวนา  ได้เสนอการนำฐานข้อมูลน้ำ การนำเทคโนโลยีระบบการพยากรณ์สภาพอากาศล่วงหน้า กลไกของคณะอนุกรรมการน้ำระดับจังหวัด การจัดทำผังลุ่มน้ำ  มาช่วยในการบริหารจัดการภัยแล้ง

วันนี้ 25 มกราคม 2564  ที่คณะเศรษฐศาสตร์  โดยศูนย์วิจัยทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  ได้จัดสัมมนา ” สถานการณ์ภัยแล้งภาคเหนือ ปี 2564”  โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและนักวิชาการเข้าร่วมสัมมนาผ่านโปรแกรม ZOOM และ ถ่ายทอดทางเฟซบุ๊ก Water Focus

นายเจนศักดิ์  ลิมปิติ ผู้อำนวยการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติภาค 1 ซึ่งดุแลพื้นที่ภาคเหนือ 14 จังหวัด ได้กล่าวถึง ความพร้อมในการรับมือ ภัยแล้ง ปี 2564 ว่า สถานการณ์ภัยแล้งทั่งประเทศภาคเหนือมีสถานการณ์เสี่ยงต่อภัยแล้งมากที่สุด แม้จะยังไม่ประกาศเป็นเขตภัยแล้งก็ตาม เนื่องจากปริมาณน้ำต้นทุนในอ่างเก็บน้ำมีไม่ถึง 30 เปอร์เซนต์ และมีการใช้ไปแล้วบางส่วนเหลือเพียง 24 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น  ซึ่งพื้นที่ ที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบจากภัยแล้งมากที่สุดในภาคเหนือ คือจังหวัดพิจิตร ซึ่งปีนี้มีฝนตกประมาณ 697 มิลลิเมตรในขณะที่ปีปกติจะมีปริมาณฝน 1,200 มิลลิเมตร ปริมาณฝนหายไปถึง38%

นอกจากนี้ จากข้อมูลที่รายงานเข้ามาที่คณะกรรมการน้ำระดับจังหวัดพบว่า มีบางพื้นในเขตประปาที่สุ่มเสี่ยงขาดแคลนน้ำในการผลิตน้ำประปา(ประปาภูมิภาค ) เช่น สาขา ฝาง เชียงใหม่ การประปาส่วนภูมิภาคเด่นชัย แพร่ , กปภ. แม่พริก และเถินจ. ลำปาง กปภ.ลานกระเบือ กำแพงเพชร กปภ.ศรีสัชนาลัย สุโขทัย และพื้นที่นอกเขตประปา (ประปาท้องถิ่น) ที่รายงานเข้ามาว่าแคลนน้ำใช้ในในหลายพื้นที่ ทั้ง 14 จังหวัด  

ทั้งนี้คณะกรรมการน้ำแห่งชาติ  หรือ กนช. ได้ประกาศแผนรับมือภัยแล้งปี 2563/2564   โดยเน้นที่ น้ำเพื่ออุปโภค บริโภค  น้ำเพื่อรักษาระบบนิเวศ การสำรองน้ำต้นฤดูฝนและน้ำเพื่อเกษตรกรรม   โดยมีเป้าหมาย จัดสรรน้ำให้สอดคล้องกับปริมาณน้ำต้นทุน และเพียงพอตลอดฤดูแล้งปี 2564

นายเจนศักดิ์

เจนศักดิ์  กล่าวต่อว่า ในการบริหารจัดการน้ำ  ต้องใช้กลไกหลายส่วนทำงานร่วมกัน มีคณะกรรมการน้ำแห่งชาติ  ที่มีนายกฯ เป็นประธาน ในเขตจังหวัดก็มีอนุกรรมการน้ำระดับจังหวัด ซึ่งมีการประชุมเพื่อวางแผนน้ำ แบ่งความรับผิดชอบบริหารน้ำ เช่น น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภค แบ่งเป็นสองส่วน เขตการประปา และนอกเขต หรือประปาท้องถิ่น เสนอรายงานน้ำต่อคณะอนุกรรมการน้ำจังหวัดทุกเดือน  

และมีองค์กรผู้ใช้น้ำ ซึ่งกำลังจะประกาศกฏกระทรวงในเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โดยองค์กรผู้ใช้น้ำสามารถมีบทบาทในการเข้าไปมีส่วนร่วมในคณะกรรมการลุ่มน้ำระดับจังหวัด และระดับชาติได้

“ แผนบริหารจัดการน้ำ ของ สทนช. นี้จะครอบคลุมทุกมิติ มีองค์กรระดับจังหวัด ระดับลุ่มน้ำ องค์กรผู้ใช้น้ำ มีการจัดทำแผนลุ่มน้ำ มีการทำบัญชีน้ำในระดับตำบล  ซึ่งจะเชื่อมโยงไปถึงแผนพัฒนาลุ่มน้ำต่างๆ   หัวใจสำคัญคือ ระดับจังหวัด จะต้องเข้าใจ และนำเครื่องมือ นี้ไปใช้บริหารจัดการน้ำ” นายเจนศักดิ์กล่าว

นายเจนศักดิ์ กล่าวต่อว่า   สทนช.กำลังรวบรวมข้อมูลแหล่งน้ำ ไม่ว่าจะเป็นแหล่งน้ำของภาครัฐ เอกชน แหล่งน้ำสาธารณะ ทุกส่วนในพื้นที่ต้องรายงานกลับเข้ามา  เช่น ชลประทานต้องรายงานเข้ามา ว่า มีน้ำเท่าไหร่  ใช้ไปเท่าไหร่ เราขาดเท่าไหร่ ขาดวันละเท่าไหร่

“ ถ้ารายงานเข้ามาว่า แล้ง เฉยๆ ไม่บอกว่า ขาดน้ำเพื่อปศุสัตว์ เพื่อการอุปโภคหรือการเกษตร ตอบแบบว่า แล้งรวมๆ หรือ บอกแค่ว่า ขาดแคลนน้ำ แต่ไม่บอกว่าในหมู่บ้าน มีคนขาดน้ำเท่าไหร่ ซึ่งถ้า หน่วยงานรู้จำนวนก็จะเตรียมการช่วยเหลือได้ทัน ก็จะทำให้เราแก้ปัญหาได้ หลายจังหวัดไม่เข้าใจ หลายจังหวัดส่งเข้ามามีแต่ความต้องการ ไม่ตรงจุด ” นายเจนศักดิ์ กล่าว

ดร.วสันต์

ดร.วสันต์ จอมภักดี นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าการแก้ปัญหาภัยแล้งมาตรการที่สำคัญ ต้องเริ่มในฤดูฝน โดยดูจากต้นทุนน้ำเป็นหลัก ในลุ่มน้ำภาคเหนือเป็นลุ่มน้ำที่มีขอบเขตชัดเจน การบริหารจัดการทำงานได้ค่อนข้างง่าย เพราะมีสันปันน้ำกำหนดไว้ชัดเจนการบริหารจัดการน้ำจึงขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก การกักเก็บน้ำต้นทุนไว้ใช้เป็นเรื่องสำคัญ รวมทั้งต้องมีข้อมูลการใช้น้ำอย่างชัดเจน เพื่อให้เกิดการบริหารจัดการน้ำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากที่สุด

“การใช้น้ำ เหมือน บัญชีรายรับ รายจ่าย ฤดูฝน เป็นรายรับน้ำเข้าเท่าไหร่ และจ่ายไปเท่าไหร่   และถ้าเรามีฐานข้อมูลรายรับ รายจ่ายชัดเจนแต่ละลุ่มน้ำสาขาก็จะแก้ไขปัญหาในระดับพื้นที่ได้ “ ดร.วสันต์ กล่าว

ดร.วสันต์ ยกตัวอย่าง  เช่นลุ่มน้ำสาขาแม่ริม ที่เจอปัญหาการขาดแคลนน้ำในช่วงฤดูแล้ง ก็ทำรายรับ ปริมาณฝนตกเท่าไหร่คือรายได้ เข้าสู่บัญชีเงินฝาก เราจำเป็นต้องมีข้อมูล การใช้น้ำครัวเรือน เกษตรกรรม และ ภาคการผลิต เราต้องมีตัวเลขที่ชัดเจนรายจ่ายแต่ละผู้ใช้นำเท่าไหร่ และต้องลงลึกไปอีก การใช้น้ำต่อครัวเรือนต่อประชากรเท่าไหร่  บ้านเราต้องชัดเจนเรื่องนี้  แล้วต้องมาจัดการต้นน้ำ กลางน้ำถึงเวลาที่ต้องให้ความสำคัญกับข้อมูลการใช้น้ำอย่างชัดเจนสร้างการมีส่วนร่วมให้ได้ การจะแก้ไขปัญหาภัยแล้งให้มีประสิทธิภาพ ต้องกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ภัยแล้งเข้าไปในแผนยุทธศาสตร์การแก้ไขปัญหาระดับประเทศ” ดร.วสันต์ กล่าว

ด้านผศ.ดร.ชาคริต  โชตอมรศักดิ์  หัวหน้าศูนย์ภูมิภาคเพื่อการศึกษาด้านภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อมและอาจารย์ประจำภาควิชาภูมิศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า เดือนกุมภาพันธ์ ตน เตรียมการพัฒนาระบบพยากรณ์ภัยแล้งสำหรับพื้นที่ภาคเหนือตอนบน ในส่วนของระบบที่มีการพัฒนาน่ามีประโยชน์ในการบริหารจัดการลุ่มน้ำในภาคเหนือ จะใช้ตัวแผนจำลองลักษณะภูมิอากาศในช่วง 3-4 ปีที่ผ่านมา เพื่อใช้เป็นปีฐานในการพยากรณ์ นำมาเป็นตัวชี้วัดเพื่อเลียนแบบเหตุการณ์ในอดีต
หลังจากนั้นจะทำการเฝ้าระวังจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในอดีต ติดตามข้อมูลสภาพในอดีตจนถึงปัจจุบัน ถึงสภาพภูมิอากาศเป็นอย่างไร เพื่อเป็นข้อมูลพยากรณ์จะพยากรณ์ล่วงหน้า 6 เดือน โดยใช้ดัชนีภัยแล้งที่ผ่านมา ข้อมูลที่จะนำเสนอจะเก็บไว้ในฐานข้อมูลหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำข้อมูลในบริการข้อมูลดาต้าเบทไปใช้ประกอบในการบริหารจัดการน้ำได้

“ในช่วงระยะเวลา 2 ปี หลังจากการพัฒนาระบบนี้ คาดว่า จะเกิดระบบเฝ้าระวังภัยแล้งภาคการเกษตรในภาคเหนือ และเกิดระบบพยากรณ์ภัยแล้วในภาคเหนือตอนบน และจะนำไปสู่ระบบบริการข้อมูลต่อไป เป้าหมายก็คือ มี แอปพลิเคชั่น และระบบบริการข้อมูลผ่าน Application Programming Interface API (web service)  เพื่อให้หน่วยงานต่างๆ นำไปประยุกต์ใช้ ทั้งนี้ต้องมีการประชุมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อรับทราบว่าหน่วยงานต้องการข้อมูลนส่วนไหน เพื่อทีมพัฒนาวิจัยจะได้นำมาพัฒนาปรับปรุงให้ข้อมูลตรงกับความต้องการเพื่อนำไปใช้บริหารจัดการให้ได้มากที่สุด” ดร.ชาคริต กล่าว

ดร.ชาคริต

ดร.ชาคริต กล่าวต่อว่า  ส่วนผลของการเปลี่ยนแปลง สภาพภูมิอากาศ จะส่งผลกับปริมาณฝน โดยการเริ่มต้นของฤดูฝนจะเร็วขึ้น  และความยาวนานของฤดูฝนและภาวะฝนทิ้งช่วง ซึ่งผลการศึกษาเราพบว่า ฝนในประเทศไทย โดยเฉพาะภาคเหนือ ฝนจะเริ่มไวขึ้น แต่ในช่วงฤดูฝน ฝนจะน้อยกว่าปกติ  คาดว่าภาวะฝนทิ้งช่วงจะทวีความรุนแรงขึ้น สอดคล้องข้อมูลกับ 4-5 ปีที่ผ่านมา ที่ฝนจะมาไว แต่อย่างไรก็ตามคาดว่า ภาวะฝนก็เพียงพอที่จะเริ่มผลิตได้ / ฝนยาวนานขึ้น ปกติภาคเหนือฤดูฝนสิ้นสุด เดือนตุลาคม แต่ปีนี้ ฤดูฝนจะยาวไปถึงพ.ย.  อย่างไรก็ตาม ปริมาฝนทั้งปีไม่ค่อยเปลี่ยน แต่ฝนยาวนานขึ้นแต่ฝนในช่วงฤดูฝนผิดปกติ ไป น่าจะสัมพันธ์กับปรากฏการณ์ฝนทิ้งช่วงมีความรุนแรงขึ้น ซึ่งจะมีผลกับการบริหารจัดการน้ำ และปฏิทินการเพาะปลูกของเกษตรกร รวมถึงรูปแบบการเพาะปลุก ของเกษตรกร 

ดร.มาโนช

ด้าน ผศ.ดร.มาโนช  โพธาภรณ์ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า ประเด็นที่ท้าทายในการแก้ปัญหาภัยแล้ง ภัยแล้งไม่ใช่เป็นปัญหาธรรมชาติอย่างเดียว เราต้องเพิ่มประสิทธิการใช้น้ำ ปกติ  น้ำในภาคเกษตรจะมีเยอะทำอย่างไรการใช้น้ำในภาคเกษตรจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น  

ทั้งนี้ ดร.มาโนช ได้ยกตัวอย่าง โครงการบริหารจัดการน้ำ  ” อ่างดอยงู ” อ.เวียงป่าเป้า  จ.เชียงราย จากเดิมที่เคยมีน้ำใช้ 5,700 ไร่ ภายหลังจากการจัดการ ก็สามารถเพิ่มการใช้น้ำได้ถึง 11,977ไร่ ซึ่งได้รับรางวัลดีเด่นจาก สำนักงานพัฒนาระบบราชการ หรือ กพร.  เมื่อปี 2561  โดยพื้นที่ดังกล่าวมีความขัดแย้งและแย่งกันใช้น้ำมาก่อน

” น้ำเป็นของใครมักจะมีคำถามเสมอ ใครใช้น้ำ มักจะมีโอกาสใช้น้ำต่อไปได้เสมอ กฎหมายใครเป็นเจ้าของน้ำ ค่อนข้างคลุมเครือ ทางวิศวกรรมให้คนต้นน้ำ แต่ถ้ามีความจำเป็นคนท้ายน้ำก็สามารถใช้ได้ เช่น เมืองเชียงใหม่ มีความต้องการใช้น้ำเยอะ เปิดน้ำมาก็มีน้ำใช้ตลอด  และไม่เคยถูกกดดันให้มีการใช้น้ำที่ประสิทธิภาพ “ ดร.มาโนช กล่าว และยกตัวอย่างว่า การใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้นเช่น การนำน้ำที่ใช้แล้วมารีไชเคิลใช้ใหม่ อย่างที่อุตสาหกรรมอีสเทรินซีบอร์ดเป็นต้น  

ด้าน ผศ.สุธาสินี  สุภา หัวหน้าศูนย์บริการวิชาการทางกฎหมาย คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้กล่าวถึง ภัยแล้งผลกระทบต่อประชาชนในเชียงใหม่ ลำพูน ว่า  ภัยแล้งกระทบต่อสภาพเศรษฐกิจ เป็นห่วงโซ่ เมื่อผลผลิตลดน้อยลงการใช้จ่ายในด้านอื่นๆก็ลดน้อยลงตามไปด้วย

สุธาสินี

นอกจากนี้  ปัจจุบันการขยายตัวของเมือง เกษตรกรรม และเศรษฐกิจ อุตสาหกรรมทำให้มีการใช้น้ำมากมากขึ้น  โดย ดร.สุธาสินี ได้แบ่ง กลุ่มผู้ที่ใช้น้ำออกเป็น มี  3 กลุ่ม คือภาคครัวเรือนประชาชนทั่วไป /  ภาคธุรกิจ อุตสาหกรรม และอุตสาหกรรมท่องเที่ยว โดยก่อนสถานการณ์โควิดอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีการใช้น้ำมากที่สุด คือโรงแรม  สปา และ แหล่งท่องเที่ยวต่างๆ  แต่ปัจจุบันการใช้น้ำลดลงอย่างมาก

สุธาสินี ได้กล่าวถึงปัญหาความขัดแย้งในเรื่องของการใช้น้ำ โดยแยกเป็น 3 กลุ่มคือ การขัดแย้งในชุมชน เช่นเกษตรกรกับกลุ่มพืชพาณิชย์  ซึ่งมีการใช้น้ำจำนวนมาก เช่น อ.แม่วาง ขาดน้ำในลุ่มน้ำแม่วางสิทธิเข้าถึงน้ำที่แตกต่างกัน มีบริษัทผลิตไม้ดอก กักเก็บน้ำไว้   

ประเด็นที่สอง การแย่งชิงน้ำท้องถิ่นกับเมือง  ภาคเมืองจะได้รับการจัดสรร น้ำก่อนภาคเกษตรกร และ ประเด็นที่สาม ชุมชนท้องถิ่นกับรัฐ  เช่น มีโครงการภาครัฐที่ต้องผลิตน้ำเพื่อให้เพียงพอกับการใช้ในภาคเศรษฐกิจ ซึ่งก็จะมีผลกระทบทำให้เกิดการอพยพคนออกไปจากพื้นที่ เป็นต้น

ดร.อรรถชัย

ขณะที่ ศาสตราจารย์ ดร.อรรถชัย  จินตเวช  อาจารย์จากภาควิชาพืชศาสตร์และปฐพีศาสตร์ คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่  กล่าวถึงภาพรวมของการเพาะปลูกข้าวในปี 2564 ว่า พื้นที่เพาะปลูกข้าวก็น่าจะมีปริมาณเพิ่มจากเมื่อปี 2563  จากที่ คณะอนุกรรมการนโยบายและบริหารข้าวแห่งชาติด้านการผลิต เห็นชอบพื้นที่เป้าหมายการส่งเสริมการปลูกข้าว ปี 2563/64 รอบที่ 1 (นาปี) จำนวน 59.884 ล้านไร่   

ดร.อรรถชัย ได้หยิบยกข้อมูลการเพาะปลุกข่าวเมื่อปี 2556/2557 ว่า มีผลเก็บเกี่ยวที่หายไปประมาณ 2.8 ล้านไร่ โดยคำนวณเป้นความเสียหายจากค่าเมล็ดพันธ์ ค่าเตรียมดิน คาดว่านับหมื่นล้านบาท เช่นเดียวกับ มันสัมปหลัง ที่เก็บเกี่ยวไม่ได้ ประมาณ 7 แสนไร่ ความเสียหาย ประมาณ 6 พันล้านบาท  ซึ่งก็ไม่น้อย ซึ่งจากข้อมูลก็เนื่องมาจากภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วงและโรคแมลง เพราะฉะนั้นในปีนี้จึงคาดว่าจะมีทั้งพายุและฝนทิ้งช่วง เกษตรกรจะต้องวางแผนในการเพาะปลุกให้ดี

Main Photo สภาพน้ำ แห้ง ในทะเลสาบดอยเต่า ตำบลท่าเดื่อ อำเภอดอยเต่า จังหวัดเชียงใหม่ เป็น เมื่อเดือน ม.ค.2564

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *