ผู้สื่อข่าวรายงาน เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2563 มูลนิธิอิสรชน ได้แถลงข่าวถึง สถานการณ์ของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะ 2563 จากลงสำรวจสถานการณ์ก่อนช่วงโควิค 19 ในช่วงโควิค19 และหลัง โควิค 19 พบว่าหลังสถานการณ์โควิด19 มีผู้ใช้ชีวิตในพื้นที่สาธารณะเพิ่มมากขึ้น แต่ละพื้นที่ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานรายวันที่ได้รับผลกระทบจากการเลิกจ้าง ไม่มีเงินเก็บและจ่ายค่าเช่าห้องพักจึงออกมาใช้ชีวิตในที่สาธารณะ ขณะที่ตัวเลขผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในพื้นที่กรุงเทพมหานครรวม 4,432 คน

ทั้งนี้ ข้อมูลจากการสำรวจ ในช่วงสถานการณ์โควิค ภายหลังรัฐบาลการประกาศล็อคดาวน์ห้ามคนเคลื่อนย้าย การตรึงคนในพื้นที่ของจังหวัดต่าง ๆ ก็ทำให้เกิดการตรึงผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเช่นกัน การจัดระเบียบ การห้ามคนออกนอกเคหะสถาน ทำให้ช่วงนั้นคนเร่ร่อน ก็หยุดอยู่กับที่และหลบมุมในการหลับนอนในที่สาธารณะเพื่อการเอาตัวรอด และหลังสถานการณ์เริ่มคลี่คลายคนออกมาบริจาคสิ่งของมากขึ้น ทำให้คนออกมาในที่สาธารณะเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด เป็นเท่าตัว อันเนื่องมาจากคนตกงาน คนไม่มีกิน คนในชุมชนแออัด มาต่อแถวรับของบริจาค การตกค้างของคนที่ไม่มีที่ไป และจากการลงพื้นที่ของมูลนิธิอิสรชน พบว่า มี การเพิ่มขึ้นของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในสถานการณ์ covid-19


จากการลงสำรวจ ในสถานการณ์ทั่วๆไปของคนเร่ร่อน ในพื้นที่ต่างๆพบว่ามีการเพิ่มขึ้นของคนเร่ร่อน ประมาณ ร้อยละ 50 – 70 (+) ในแต่ละพื้นที่ โดยเกิดจากกลุ่มคนตกงานในช่วงภาวะวิกฤติ (อาจศึกษาเพิ่มเติมจากการสำรวจเชิงปริมาณได้) โดยเหตุผลหลักเกิดจากการตกงาน การเลิกจ้าง หรือการไม่มีการจ้างงานในกลุ่มลูกจ้างรายวันและแรงงานอิสระ ซึ่งกลุ่มเหล่านี้ส่วนใหญ่ไม่มีเงินเก็บเมื่อไม่มีรายได้จึงขาดความสามารถในการจ่ายค่าที่พักอาศัยในทันที โดยสามารถยกตัวอย่างในพื้นที่ ท่าน้ำนนทบุรี ซึ่งจากการสอบถามพบว่า ในช่วง 3 เดือนที่ผ่านมามีการเพิ่มขึ้นของคนเร่ร่อนในพื้นที่มากกว่า 40 คน กล่าวคือ จากเดิมที่มีคนนอนอยู่ในบริเวณท่าน้ำนนทบุรีประมาณ 20 – 30 คน แต่ในช่วง 3 เดือนนี้เพิ่มขึ้นเป็น ราว 50 – 70 คน


ทั้งนี้ ปัจจัยปัญหา 1. ลูกจ้างรายวันที่ถูกพักงานจึงขาดรายได้ประกอบกับไม่มีเงินเก็บ
2. ยังเข้าไม่ถึงการเยียวยา และสวัสดิการอื่นของของรัฐ ด้วยเหตุปัจจัยหลากหลาย อาทิ บัตรประชาชนหายและจำเลขประจำตัวประชาชนไม่ได้ ไม่มีโทรศัพท์มือถือหรือเงินหมดไม่ได้เติมเงิน ได้รับข่าวสารที่อาจไม่ตรงกับความเป็นจริงเช่น คนตกงานกลุ่มหนึ่งเล่าให้ทีมศึกษาฯฟังว่า มีเพื่อนซึ่งเป็นคนเร่ร่อนเคยเข้าไปพักในบ้านพักที่รัฐจัดให้ กลับถูกใช้งานหนักและถูกบังคับใช้ระเบียบตลอดเวลา (ปัจจุบันข่าวเหล่านี้แพร่ไปสู่กลุ่มคนเร่ร่อนเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีการบริจาคของจนเกิดการรวมตัวของคนเร่ร่อน)
3. ไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาเดิมได้ ไม่มีเงินเดินทางกลับ และไม่มีบ้านในต่างจังหวัดให้กลับ

จากการสำรวจยังพบว่า คนเร่ร่อน มีการแตกตัว / กระจายตัวของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่ สถานีรถไฟบางซื่อ วัดสะพานสูงและชุมชนรอบข้าง สถานีรถไฟวงเวียนใหญ่ เนื่องจากผู้ดูแลพื้นที่/กลุ่มคนในชุมชน เกิดความหวาดกลัวในการระบาด จึงผลักดันคนเร่ร่อนออกจากพื้นที่ของตนเอง และจากการพูดคุยสอบถามกลุ่มประธานชุมชน เจ้าหน้าที่รถไฟรวมถึงข่าวการดำเนินงานจากภาคประชาชนที่ทำงานในหลายพื้นที่ คาดการณ์ได้ว่าปรากฏการณ์ลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นทั่วพื้นที่ของกรุงเทพฯ
อย่างไรก็ตาม จากปรากฏการณ์นี้พบว่าทำให้การดำเนินงานในการจัดการดูแลและควบคุมพื้นที่ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะยากลำบากขึ้นอีกทั้งการกระจายตัวในลักษณะนี้ยังทำให้ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะหน้าใหม่ หรือกลุ่มคนตกงานที่ไม่มีทักษะชีวิตมากนักและไม่กล้าเข้ารวมกลุ่มกับกลุ่มคนเร่ร่อนเดิมที่มีอยู่ จนเกิดการเคลื่อนที่อย่างต่อเนื่องและกระจัดกระจาย ซึ่งอาจเป็นปัญหาในการแพร่กระจายเชื้อในวงกว้างได้จากการเคลื่อนที่ของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเอง อีกทั้งการแยกออกเป็นกลุ่มเล็กหรืออยู่ลำพังยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการที่คนเร่ร่อนจะกลายเป็นเหยื่ออาชญากรรม

ขณะเดียวกัน ก็มีความเสี่ยงทางสังคม ซึ่งจากการรับฟังเรื่องเล่าและแนวคิดของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะพบว่า ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่เป็นกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะชั่วคราวหรือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะหน้าใหม่ คือผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะที่ออกมาเร่ร่อนเพราะตกงานจากสถานการณ์ covid-19 พบว่า มีแนวโน้มที่จะรับจ้างทำงานผิดกฎหมาย หรือเข้าสู่การขายบริการทางเพศ


จากการวิเคราะห์ปัญหาและความเสี่ยงทางสังคม ทีมศึกษาฯเชื่อว่าผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะโดยในมิตินี้มุ่งเป้าศึกษากลุ่มคนตกงานที่ต้องออกมาเร่ร่อนชั่วคราว ไม่ใช่กลุ่มที่จะก่ออาชญากรรมด้วยตนเอง แต่หากปล่อยให้พวกเขาต้อง ต้องอยู่ในท้องถนนนานขึ้น ความเสี่ยงที่พวกเขาจะก่อเหตุจะยิ่งมีแนวโน้มจากสถานการณ์รอบข้างที่เข้มข้นมากขึ้นตามลำดับ

ทั้งนี้ คณะทำงานมูลนิธิอิสรชน ได้เสนอให้รัฐ 1. ทำให้ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะอยู่เป็นที่และจัดการดูเพื่อให้พวกเขาเคลื่อนที่น้อยที่สุด (ตรึงพวกเขาไว้ในพื้นที่) เช่น ทำความเข้าใจกับผู้ดูแลสถานีรถไฟเพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะได้เข้าใช้ประโยชน์ ภายใต้การดูแลและจัดการที่เหมาะสม
2. จัดการให้เกิดกลุ่มผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในพื้นที่สาธารณะ เช่น ท่าน้ำนนทบุรี สถานีรถไฟต่างๆ เป็นต้น ที่สามารถดูแลพึ่งพิงกันเองได้ระดับหนึ่ง โดยมีภาคประชาชน เช่น มูลนิธิกระจกเงา มูลนิธิอิสรชน ที่มีทักษะในการทำงานกับผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเข้าไปเป็นพี่เลี้ยง ดูแลจัดการและประสานงานให้
3. จัดการขึ้นทะเบียนคนที่ต้องการทำงานกับส่วนงานจัดหางานให้ได้มากที่สุด เพื่อจะส่งพวกเขากลับสู่ระบบการทำงานให้ได้มากที่สุดและเร็วที่สุดหลังจากจบสถานการณ์ กระบวนการนี้จะเป็นกระบวนการที่ช่วยให้สามารถดึงคนออกจากถนนได้เร็วที่สุด เพื่อช่วยลดโอกาสในการเพิ่มจำนวนของผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในอนาคตโดยสามารถให้ส่วนงานจัดหางานรวบรวมผู้จ้างงานทั้งในระบบและนอกระบบ พร้อมทั้งลงพื้นที่ร่วมกับส่วนงานภาคประชาชนที่ดูแลผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะในพื้นที่ และจัดการขึ้นทะเบียน พร้อมดำเนินการ Matching คนตกงานเข้ากับผู้ต้องการจ้างงานให้เร็วที่สุด
4. ประสานงานหน่วยงานปกครอง เพื่อลงพื้นที่สำรวจร่วมกับภาคประชาชน เพราะจากการลงพื้นที่พบว่า ผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะจำนวนมากมีปัญหาเรื่องบัตรประชาชนหาย และยังไม่สามารถเข้าติดต่อหน่วยงานภาครัฐได้ด้วยหลากหลายเหตุผล เพื่อที่จะดึงคนออกจากท้องถนนและส่งกลับเข้าสู่ระบบงาน จึงควรต้องสำรวจและคืนบัตรให้กับคนไร้บ้านที่เกิดปัญหาเรื่องบัตรประชาชนหาย
สรุปสุดท้าย หลังสถานการณ์โควิค 19 เราพบผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว อย่างเช่นในพื้นที่ตรอกสาเก ที่มูลนิธิอิสรชนลงพื้นที่ทุกวันอังคาร สัปดาห์ละครั้ง เพื่อออกหน่วยสถานีสวัสดิการ เราเคยแบ่งปันอาหารก่อนสถานการณ์โควิค อยู่ที่ 150 ชุด ตอนนี้ผู้ที่มาต่อแถวรับอาหารแต่ละครั้ง ไม่ต่ำกว่า 300ชุด ที่จัดเตรียม (แม้จะมีคนในชุมชนแออัด20%)แต่เราพบว่าผู้ใช้ชีวิตในที่สาธารณะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเท่าตัว แต่ที่ในสถิติการเก็บข้อมูล ทั่วกรุงเทพมหานครอยู่ที่ 4,432 คนนี้ เพราะว่าด้วยคนเก่าไปคนใหม่มา การเคลื่อนตัวของคนไปโตตามต่างจังหวัดเช่น นครราชสีมา เชียงใหม่ การเคลื่อนย้ายของคนหน้าเก่าหายไป บางคนคืนสู่สังคม บางคนเข้ารับบริการในสถานของรัฐ บางคนเสียชีวิต บางคนอยู่ตามต่างจังหวัดเพราะอยู่มาตั้งแต่โควิค เป็นต้น

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *