รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เผยรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุข พร้อมให้การสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 จากเทคโนโลยีในไข่ไก่ฟัก เพื่อเพิ่มศักยภาพของประเทศไทยยืนยันได้จัดหาวัคซีนให้คนไทยทุกคน เบื้องต้นทำสัญญาและออกใบสั่งซื้อ 63 ล้านโดส ขณะนี้รอการจัดส่ง

วันนี้ (10 กุมภาพันธ์ 2564) ที่ศูนย์แถลงข่าวสถานการณ์โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 กระทรวงสาธารณสุข จ.นนทบุรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข พร้อมด้วย นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข และคณะ ร่วมแถลงข่าว “องค์การเภสัชกรรม เดินหน้าศึกษาวิจัยทางคลินิกวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ในมนุษย์ระยะที่ 1” โดยนายอนุทินกล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุขได้ดำเนินการทุกวิถีทางที่จะจัดหาวัคซีนสำหรับคนไทยทุกคน โดยยึดหลักประสิทธิภาพที่ดีที่สุด ปลอดภัยสูงสุด คุ้มค่ามากที่สุด และเหมาะสมที่สุดกับประเทศไทย ได้เจรจาติดต่อกับผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของโลกทุกราย ทำให้เบื้องต้นได้จัดหาวัคซีนทั้งสิ้น 63 ล้านโดสเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อฉีดให้กับทุกคนและกลุ่มเสี่ยงที่อาศัยอยู่ในแผ่นดินไทย ช่วยเพิ่มความปลอดภัยทำให้ประเทศไทยผ่านสามารถผ่านพ้นสถานการณ์การระบาดนี้ไปได้ด้วยดี

นายอนุทินกล่าวต่อว่า รัฐบาลไทยได้ทำสัญญาและออกใบสั่งซื้อวัคซีนเรียบร้อยแล้ว การจัดส่งก็เป็นไปตามเงื่อนไข ซึ่งแผนการฉีดวัคซีนในเดือนมิถุนายนนั้น เป็นการกำหนดไว้เมื่อมีการระบาดเกิดขึ้นในรอบ 2 ปีที่
ผ่านมา และเพื่อความมั่นใจได้จัดหาวัคซีนเร่งด่วนให้กับกลุ่มเสี่ยง โดยได้มาจากจีน 2 ล้านโดส ปลายเดือนกุมภาพันธ์ส่งล็อตแรก 2 แสนโดส, มีนาคม 8 แสนโดส และเมษายน 1 ล้านโดส หลังจากนั้นคาดว่าปลายเดือนพฤษภาคมหรือมิถุนายนปีนี้ วัคซีนจากแอสตราเซนเนกาที่ผลิตในประเทศไทย เริ่มจะทยอยส่งออกมา และที่สั่งไปล็อตแรก 26 ล้านโดสจะทยอยออกมา ดูจากไทม์ไลน์จะมีความต่อเนื่องกันจึงไม่ได้ล่าช้าแต่อย่างใด

สำหรับวัคซีนโรคโควิด 19 ภายใต้ความร่วมมือ อภ., สถาบัน PATH สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นองค์กรที่มุ่งพัฒนาเพื่อให้มีวัคซีนคุณภาพดี, ม.มหิดล ที่ได้ร่วมกันพัฒนาตั้งแต่กลางปี 2563 ผลการทดสอบในสัตว์ทดลองพบว่ากระตุ้นภูมิคุ้นกันได้ผลดีและปลอดภัย ขั้นต่อไปคือเตรียมทำการศึกษาวิจัยทางคลินิกในมนุษย์ ระยะที่ 1 ในเดือนมีนาคมนี้ เมื่อมีการศึกษาวิจัยทางคลินิกครบทั้ง 3 ระยะแล้ว ขั้นตอนต่อไปคือการยื่นขอขึ้นทะเบียนกับ อย. และผลิตระดับอุตสาหกรรมในโรงงานผลิตวัคซีนของ อภ. ทำให้ไทยมีโรงงานผลิตวัคซีนโรคโควิด 19 เป็นแห่งที่ 2 ต่อจากโรงงานสยามไบโอไซเอนซ์ ช่วยให้มีวัคซีนเพียงพอที่จะดูแลคนไทย และเพื่อนบ้านในภูมิภาคนี้หรือหากเป็นไปได้ก็ดูแลทุกประเทศที่มีความต้องการวัคซีนโควิด 19 สร้างความมั่นคงด้านวัคซีน

“ขอให้ประชาชนไว้วางใจวัคซีนโควิด 19 ที่จะมาฉีดให้กับคนไทยไม่มีอิทธิพลทางการเมือง ไม่มีวัตถุประสงค์ทางการเมือง ข้าราชการกระทรวงสาธารณสุขพยายามจัดหามาให้กับประชาชนเป็นไปตามกระบวนการ ตามกฎหมาย มีคณะกรรมการทางด้านวิชาการ และทางด้านการบริการสาธารณสุข คอยกำกับดูแลอย่างใกล้ชิดขอยืนยันอีกครั้งในฐานะผู้ดำเนินนโยบายว่า ในนามของรัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขพร้อมที่จะสนับสนุนโครงการดีๆ เช่นนี้ โดยเฉพาะเรื่องของการพัฒนาวิจัยวัคซีนโควิด 19 ให้กับทุกองค์กรให้ประสบความสำเร็จ เพื่อนำความมั่นคงและความเชื่อมั่นมายังประเทศไทย และทำให้ประชาชนไทยปลอดภัยจากโรคระบาดโควิด 19 โดยเร็วที่สุด” นายอนุทินกล่าว
นพ.เกียรติภูมิ วงศ์รจิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) ในฐานะประธานกรรมการองค์การเภสัชกรรม(บอร์ด อภ.) กล่าวว่า การวิจัยและพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคโควิด-19 นี้ ถือเป็นตัวแรกของไทยที่เข้าสู่การวิจัยในมนุษย์ โดยเป็นความร่วมมือกับสถาบัน PATH ประเทศ ซึ่ง PATH ได้ส่งหัวเชื้อไวรัสตั้งต้นที่พัฒนาโดยโรงเรียนแพทย์ที่ Mount Sinai ในนิวยอร์ค และมหาวิทยาลัยเท็กซัส มาให้องค์การเภสัชกรรม เพื่อใช้ในการผลิตวัคซีน หัวเชื้อไวรัสตั้งต้นดังกล่าวเกิดจากการตัดแต่งพันธุกรรมไวรัสนิวคาสเซิล ให้มีโปรตีนส่วนหนาม (Spike protein) ของไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ 2019 อยู่ที่ผิว ซึ่งไวรัสที่ตัดแต่งพันธุกรรมนี้ไม่ก่อให้เกิดโรคโควิด-19 และสามารถเพิ่มจำนวนได้ในไข่ไก่ฟักเหมือนกันกับไวรัสไข้หวัดใหญ่ อีกทั้งสามารถใช้กระบวนการผลิตคล้ายกับการผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ การที่องค์การฯ มีโรงงานผลิตวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ ที่ใช้เทคโนโลยีการผลิตในไข่ไก่ฟักพร้อมอยู่แล้ว จึงมีศักยภาพในการรับไวรัสตั้งต้นดังกล่าวมาผลิตในระดับอุตสาหกรรมต่อไปได้

นพ.วิฑูรย์ ด่านวิบูลย์ ผู้อำนวยการองค์การเภสัชกรรม กล่าวว่า เทคโนโลยีของโรงงานวัคซีนที่สระบุรีนั้นเดิมผลิตวัคซีนไข้หวัดใหญ่ 3 สายพันธุ์ กำลังจะขยายเป็น 4 สายพันธุ์เร็วๆ นี้ การที่เราจะใช้เพื่อการผลิตวัคซีนโควิด-19 ด้วยนั้น ก็ไม่จำเป็นต้องพัฒนาอะไรเพิ่มเติม เพราะใช้เทคนิคเดียวกันกับวัคซีนไข้หวัดใหญ่คือเป็นวัคซีนเชื้อตาย เพาะเลี้ยงในไข่ไก่ แต่วัคซีนโควิดฯ จะทำได้เร็วกว่าด้วยเพราะผลิต 1 สายพันธุ์ และการเพาะเลี้ยงในไข่ไก่ก็จะทำให้ได้ปริมาณมากกว่าด้วย ปัจจุบันโรงงานดังกล่าวมีกำลังการผลิตอยู่ที่ 25-30 ล้านโดสต่อปี ขณะนี้ได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากสถาบันวัคซีนแห่งชาติ และงบขององค์การฯ รวมประมาณ 150 ล้านบาท เพื่อติดตั้งไลน์การบรรจุวัคซีนเพิ่มเติม ซึ่งจะทำให้เพิ่มกำลังการผลิตได้ประมาณ 60 ล้านโดสต่อปี และถ้าวัคซีนโควิดฯ สำเร็จ แล้ว

โรงงานดังกล่าวไม่จำเป็นต้องแบ่งสัดส่วนการผลิตวัคซีนทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถผลิตได้ตามความต้องการใช้ เพราะช่วงเวลาที่ต้องการใช้วัคซีนเหลื่อมกันอยู่ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้จะผลิตวัคซีนโควิดฯ ต้นแบบเพื่อการวิจัยในคนระยะที่ 1 และ 2 ราวๆ 1 พันโด๊ส แบ่งเป็น 3 ขนาด คือ 1 ไมโครกรัม 3 ไมโครกรัมและ 10 ไมโครกรัม

พญ.พรรณี กล่าวว่า สำหรับการทดลองในคนนั้นจะแบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะ ที่ 1 โดยเปิดรับอาสาสมัครจำนวน 210 คน ที่มีสุขภาพดี อายุ 20 ปี ขึ้นไป ไม่เคยมีการติดเชื้อมาก่อน ดังนั้นจะต้องมีการตรวจหาภูมิคุ้มกันโรค IgG โดยจะเริ่มให้วัคซีนในเดือนมี.ค.นี้ แบ่งเป็นกลุ่มๆ คือ กลุ่มที่ได้วัคซีนจริงในปริมาณที่แตกต่างกัน กลุ่มที่ได้วัคซีนหลอก และกลุ่มที่ได้รับสารเสริมฤทธิ์เพิ่มเติม ทั้งนี้ ใช้เวลาทดลอง 1-2 เดือน เพื่อดูความปลอดภัย และขนาดที่เหมาะสม ก่อนจะนำไปสู่การทดลองในคนระยะที่ 2 คาดว่าจะเริ่มในเดือน เม.ย. หรือพ.ค. นี้ ซึ่งจะใช้อาสาสมัครจำนวน 250 คน โดยเลือกสูตรที่เหมาะสม และเปรียบเทียบกับกลุ่มที่ไม่ได้รับอะไรเลย จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูลและนำสู่การทดลองในระยะ 3 ต่อไป อย่างไรก็ตามระยะที่ 1 และ 2 สามารถทำในประเทศไทยได้ แต่ระยะที่ 3 ต้องขึ้นอยู่กับจำนวนผู้ป่วยด้วย หากไทยมีผู้ป่วยน้อยอาจจะต้องนำไปทดสอบในต่างประเทศ

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *