วันนี้ (28 พฤศจิกายน) ที่กระทรวงสาธารณสุข นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ อธิบดีกรมควบคุมโรค พร้อมด้วย นพ.โสภณ เอี่ยมศิริถาวร ผู้อำนวยการกองโรคติดต่อทั่วไป และ นพ.ปรีชา เปรมปรี รองอธิบดีกรมควบคุมโรค แถลงข่าวในรายละเอียดของกรณีที่หญิงไทยเดินทางกลับจากเมียนมาและตรวจพบว่าติดเชื้อโรคโควิด-19
.
นพ.โสภณ กล่าวว่า ผู้ป่วยรายล่าสุดของประเทศไทย เป็นการติดเชื้อมาจากต่างประเทศ โดยข้อมูลล่าสุดที่ได้จากการสอบสวนโรคที่เป็นการปฏิบัติงานร่วมกันระหว่างสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) เชียงใหม่และกองระบาดวิทยา สำนักงานป้องกันควบคุมโรค (สคร.) ที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ ข้อมูลล่าสุดเมื่อเวลา 12.00 น. ของวันนี้ คือ หญิงไทย อายุ 29 ปี ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นผู้ป่วยโรคโควิด-19 โดยประวัติที่ได้จากการสอบสวนอย่างรวดเร็ว เบื้องต้นดังนี้


.
วันที่ 24 ตุลาคม-23 พฤศจิกายน อยู่ในประเทศเมียนมา
วันที่ 23 พฤศจิกายน ผู้ป่วยเริ่มมีอาการป่วยด้วยอาการไข้ ถ่ายเหลว จมูกไม่ได้กลิ่น
วันที่ 24 พฤศจิกายน ยังมีอาการไข้ ไอ ปวดศีรษะ
เวลา 05.00 น. เดินทางจากเมียนมาเข้าแม่สาย จังหวัดเชียงราย ด้วยรถตู้สาธารณะ
เวลา 11.00 น. เดินทางจากเชียงรายมาเชียงใหม่ด้วยรถบัสประจำทาง
เวลา 14.51 น. เดินทางถึงเชียงใหม่ ใช้บริการ GrabCar 1 กลับคอนโดของผู้ป่วย
ช่วงกลางคืนใช้บริการรถ GrabCar 2 ไปเที่ยวสถานบันเทิงแห่งหนึ่ง ย่านสันติธรรมกับเพื่อน 2 คน มีการสูบบุรี่ร่วมกัน
เวลา 02.00 น. เข้าพักค้างคืนที่คอนโดแห่งหนึ่งของเพื่อนที่มาจากสถานบันเทิงด้วยกัน พร้อมกับเพื่อนคนที่ 1 และมีเพื่อนคนที่ 2 และคนที่ 3 ซึ่งพักอยู่ในห้องใกล้กันและตรงข้ามกันเข้ามาร่วมดื่มสุรา
วันที่ 25 พฤศจิกายน เวลา 12.00 น. ออกจากคอนโดของเพื่อน ใช้บริการ GrabCar 3
เวลา 13.00 น. เดินทางกลับถึงคอนโดที่พักของผู้ป่วย
เวลา 15.30-20.30 น. ใช้บริการรถ GrabCar 4 ไปห้างสรรพสินค้าและอยู่ในห้าง โดยมีกิจกรรมคือ ชมภาพยนตร์ ทานอาหาร และเดินซื้อของ โดยพฤติกรรมส่วนใหญ่ของผู้ป่วยสวมใส่หน้ากากอนามัย แต่ไม่ตลอด และได้เรียก GrabCar 5 กลับคอนโด
วันที่ 26 พฤศจิกายนเวลา 15.30 น. ใช้บริการ GrabCar 6 เพื่อไปตรวจที่ โรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่งในจังหวัดเชียงใหม่ มีอาการจมูกไม่ได้กลิ่น และถ่ายเหลว อุณภูมิร่างกาย 36.9 องศาเซสเซียส ตรวจหาโควิด-19
เวลา 22.00 น. ส่งต่อ เข้ารับการตรวจหาเชื้อที่ รพ.นครพิงค์
วันที่ 27 พฤศจิกายน ผลตรวจยืนยันพบเชื้อ ทีมปฏิบัติการสอบสวนโรค สสจ.เชียงใหม่ และ สคร.1 ดำเนินการสอบสวนและควบคุมโรค
.
สำหรับกลุ่มเสี่ยงจากการสัมผัสทั้งหมด 326 ราย ประกอบด้วย
ผู้สัมผัสเสี่ยงสูง จำนวน 105 ราย แบ่งเป็นผู้สัมผัสในชุมชน 65 ราย ยานพาหนะ 40 ราย
ผู้สัมผัสเสี่ยงต่ำ จำนวน 149 ราย แบ่งเป็นผู้สัมผัสในชุมชน 140 ราย ยานพาหนะ 9 ราย
ผู้สัมผัสรายอื่นๆ 72 ราย


.
ด้าน นพ.โอภาส กล่าวว่า ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา เกิดกรณีที่คล้ายกันขึ้นหลายเหตุการณ์ ประกอบด้วยนพ.โอภาส กล่าวต่อว่า ในรอบ 2 เดือนที่ผ่านมา มีกรณีการพบผู้ติดเชื้อโควิด 19 หลายเหตุการณ์ในประเทศไทยให้เรียนรู้ 9 กรณี คือ 1. ชาวเมียนมาติดเชื้อชายแดนอำเภอแม่สอด 5 รายในครอบครัวเดียวกัน ขณะนี้สถานการณ์ปกติแล้ว มีการขนส่งสินค้าข้ามแดนปลอดภัยแบบ Safety Zone ตรวจหาเชื้อพนักงานขับรถทุกสัปดาห์ เมื่อเจอผู้ป่วยส่งกลับไปรักษา ถือเป็นต้นแบบให้ด่านชายแดนอื่นๆ

นพ.โอภาส

2.หญิงชาวฝรั่งเศสที่เกาะสมุย เป็นผู้ติดเชื้อในประเทศที่สถานกักกันที่รัฐกำหนด พบปัญหาระบบระบายอากาศมีการปนเปื้อนเชื้อ จึงต้องเข้มในมาตรการทำความสะอาด และตรวจสอบระบบระบายอากาศ โดยสัปดาห์หน้าจะเข้าไปตรวจสอบอีกครั้ง

3.ชาวเมียนมาที่ลักลอบเข้าเมืองที่ จ.พัทลุง เบื้องต้นให้ข้อมูลว่าเข้าทางอำเภอแม่สอด แล้วเดินทางไปสงขลา จากผลสอบสวนโรคได้ข้อเท็จจริงว่า มาจากชายแดนมาเลเซีย เป็นประสบการณ์ว่า ข้อมูลที่ได้ครั้งแรกอย่าปักใจเชื่อทั้งหมด เนื่องจากผู้กระทำผิดกฎหมายมักไม่บอกความจริง การสอบสวนโรคต้องอาศัยหลักฐานหลายๆ อย่าง โดยชายแดนยังเป็นจุดสำคัญที่ต้องระมัดระวัง

4.ชายอินเดียที่กระบี่มาตรวจโควิด 19 เพื่อสมัครงาน มีการเดินทางไปหลายจังหวัด ทำให้ต้องระดมทีมสอบสวนโรค เมื่อติดตามผู้สัมผัสทุกรายผลเป็นลบ คาดว่าเป็นการติดในประเทศ จากการถอดรหัสพันธุกรรมไวรัสทั้งตัวเป็นเชื้อโควิด 19 จริง แม้มีเชื้อปริมาณน้อยจึงอาจเป็นการติดเชื้อนานแล้ว บ่งบอกว่าคนเคยติดเชื้อยังตรวจเจอได้ แต่ไม่ไปติดคนอื่น อนาคตอาจเจอกรณีนี้พอสมควร

5.ทหารเกาหลี ในการประชุมมีการใส่หน้ากาก เว้นระยะห่างอย่างดี ทำให้ติดตามผู้สัมผัสมากักกันและได้ตรวจทุกราย ผลไม่พบเชื้อ และได้รับความร่วมมือจากเกาหลีในการประสานข้อมูล พบว่า รายนี้พบเชื้อค่อนข้างน้อย เมื่อตรวจซ้ำผลเป็นลบ อาจเป็นการติดเชื้อก่อนหน้านี้นานแล้ว

6.รัฐมนตรีฮังการี ตรวจเจอตั้งแต่วันแรก จากการวางระบบทำให้ตรวจจับได้รวดเร็ว และการร่วมมือระหว่างประเทศ โดยไทยส่งข้อมูลให้ทางการกัมพูชา ทำให้ตรวจเจอเชื้อที่กัมพูชาเพิ่ม 3-4 คน ส่วนท่านทูตฮังการีที่ติดเชื้อเนื่องจากสัมผัสใกล้ชิด แต่มีการกักตนเองและใส่หน้ากาก ทำให้ไม่มีการแพร่เชื้อต่อ

7.ชาวเมียนมาลักลอบเข้าเมืองในค่ายอุ้มเปี้ยม อำเภอพบพระ ปริมาณเชื้อค่อนข้างน้อย อาจเป็นการติดเชื้อนานแล้ว ผู้สัมผัสในค่ายให้ผลเป็นลบ

8.หญิงอายุ 17 ปี ชาวไทยเมียนมา เป็นโรคพุ่มพวง มารักษาที่ไทย เป็นการติดเชื้อจากชายแดนและลักลอบเข้ามา

และ 9.ล่าสุดหญิงไทยอายุ 29 ปี ที่ จ.เชียงใหม่ ซึ่งเป็นการลักลอบเข้ามาเช่นกัน โดยคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดเชียงใหม่จะประชุมเพื่อติดตามสถานการณ์และตรวจสอบเพิ่มเติม
.
นพ.โอภาส ระบุว่า วัตถุประสงค์ในการควบคุมโรค คือ 1. ยืนยันว่าผู้ป่วยรายนั้นเป็นการติดเชื้อโควิด-19 จริง 2. หาสาเหตุว่าติดมาจากที่ใด และ 3. เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่เป็นการแพร่กระจายให้ผู้อื่น แต่ในบางรายอาจจะให้ข้อมูลที่ไม่ครบถ้วน จึงต้องมีการสอบสวนเพื่อให้เกิดความมั่นใจและให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง
.
“จึงเป็นบทเรียนและประสบการณ์ในการป้องกันในครั้งต่อไป ทั้งนี้ การสวมหน้ากากอนามัยยังเป็นสิ่งจำเป็นอย่างมาก การใช้กล้องวงจรปิดช่วยสืบสวนโรคได้อย่างดี รวมถึงการใช้แอปพลิเคชันไทยชนะที่จะทำให้ทราบข้อมูลการเข้าออก” นพ.โอภาสกล่าวทิ้งท้าย

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *