กรมส่งเสริมการเกษตร จับมือเนคเทค และเครือข่าย เผยแพร่พิมพ์เขียวระบบเกษตรอัจฉริยะ “HandySense” มุ่งพัฒนาการผลิต และคุณภาพสินค้า
การเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ และเศรษฐกิจโลกกำลังเป็นตัวผลักดันให้ภาคการเกษตรต้องปรับระบบการผลิตให้สอดคล้องกับสถานการณ์ การนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพผลผลิต คุณภาพของผลผลิต และผลผลิตที่สูงขึ้น ขณะเดียวกันยังเป็นการลดต้นทุน ในสถานการณ์ที่ขาดแคลนแรงงานในภาคเกษตรอีกด้วย

ดร.ทองเปลว กองจันทร์ ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธาน เปิดโครงการความร่วมมือส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่” HandySense : Smart Farming Open Innovation ว่า กรมส่งเสริมการเกษตรร่วมมือกับศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (เนคเทค) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธกส.) ดีแทคและหน่วยงานพันธมิตร ส่งเสริมการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ คือ ระบบการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ (Handy Sense) โดยการสร้างต้นแบบแปลงเรียนรู้การบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะ ที่ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) และศูนย์ปฏิบัติการในสังกัดของกรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 50 ศูนย์ พร้อมพัฒนาความรู้ทักษะในการบริหารจัดการ ศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลการบริหารจัดการแปลงเกษตรด้วยระบบอัจฉริยะ แล้วนำไปประยุกต์ใช้ในการผลิตสินค้าเกษตรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของชุมชน เพื่อยกระดับสู่การทําเกษตรสมัยใหม่ และเกษตรแบบแม่นยํา (Precision Agriculture)
โดยมีจุดเน้นในด้านการเกษตรอัจฉริยะ ซึ่งจะต้องเริ่มต้นจากการมีข้อมูลทางการเกษตร ประกอบกับเทคโนโลยี และแบบจำลองต่างๆ ซึ่งจุดเน้นคือการให้เกษตรกรและหน่วยงานเข้าถึงการใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลระบบเทคโนโลยีและ applications ต่าง ๆ และเน้นการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลให้มากขึ้น

ด้านนายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว่า โครงการ Handy Sense ในปี 2564 นี้ ได้ร่วมมือกับเนคเทค และธกส. ในโครงการความร่วมมือส่งเสริมนวัตกรรมและเทคโนโลยีใหม่ HandySense : Smart Farming Open Innovation มีเป้าหมายจะดำเนินการ รวม 16 จุด แบ่งเป็น ศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร (ศพก.) จำนวน 6 ศูนย์ (เขตละ 1 ศูนย์) และศูนย์ปฏิบัติการของกรมส่งเสริมการเกษตรอีก 10 ศูนย์ และมีแผนจะขยายผลให้ครบทั้ง 50 ศูนย์ปฏิบัติการภายในปี 2566 นอกจากนี้จะดำเนินการขยายผลไปสู่เกษตรกรทั่วไปที่สนใจที่จะพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตรด้วยระบบเกษตรอัจฉริยะควบคู่กันไปด้วย

“การเปิดเผยพิมพ์เขียวต้นแบบผลงานวิจัย HandySense ให้เกษตรกร ผู้ประกอบการไทย หรือผู้สนใจทั่วไปสามารถนำไปผลิตเพื่อใช้หรือจำหน่ายได้ โดยไม่คิดค่าลิขสิทธิ์และค่าใช้สิทธิ์ นับว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับเกษตรกรไทยที่จะมีโอกาสเข้าถึงเครื่องมือที่ทันสมัยได้ในราคาไม่แพงจนเกินไป ” อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าว

สำหรับระบบเกษตรอัจฉริยะ Handy Sense เป็นอุปกรณ์ IoT และ application ในการควบคุมสภาพแวดล้อม ที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืช ประกอบด้วย 4 เซนเซอร์และ 3 ฟังก์ชั่น ซึ่งมีมูลค่าการติดตั้ง5,000 บาทต่อระบบ แต่สามารถนำไปประยุกต์ใช้ กับแปลงเพาะปลูกได้ทุกขนาด ซึ่งเกษตรกรสามารถออกแบบระบบแปลงได้เอง

Handy Sense นี้จะใช้วัดสภาพแวดล้อมในการเพาะปลูก และควบคุมการให้น้ำสำหรับพืช ได้อย่างเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรอย่างน้อย 20% โดยเฉลี่ย ซึ่งเกิดจากการลดต้นทุนการใช้ทรัพยากรและการเพิ่มปริมาณและคุณภาพของผลผลิต โดยปัจจุบันมีการติดตั้งอุปกรณ์ Handy Sense ทั่วประเทศแล้วจำนวน 77 แห่ง และคาดว่าจะขยายเป็น 200 แห่งได้ในปี 2565

ด้านนายชัย วุฒิวิวัฒน์ชัย ผู้อำนวยการเนคเทค กล่าวว่า อยากจะเห็นทุกหลังคาเรือนของเกษตรกรไทย ได้เข้าถึงและสามารถใช้เครื่องมือหรือเทคโนโลยีด้านเกษตรสมัยใหม่ได้โดยง่าย ในราคาที่ประหยัดและสามารถก้าวกระโดดไปสู่ยุคเกษตรอัจฉริยะได้

—–

@ ความรู้จัก Handy Sense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ – Smart Farm กับ คุณนริชพันธ์ เป็นผลดี ผู้ช่วยวิจัยอาวุโส ทีมวิจัยระบบไซเบอร์-กายภาพ (CPS) เนคเทค – สวทช.

“Handy Sense ระบบเกษตรแม่นยำ ฟาร์มอัจฉริยะ” นำเทคโนโลยีเซนเซอร์ (sensor) ผนวกอุปกรณ์ไอโอที (Internet of Things) สู่อุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุมสภาพแวดล้อมที่เป็นปัจจัยต่อการเจริญเติบโตของพืชผล ตั้งแต่การปลูกจนกระทั่งเก็บเกี่ยว ไม่ว่าจะเป็นการให้น้ำ การให้ปุ๋ย การป้องกันแมลง รวมทั้งการควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น ปริมาณแสง อีกด้วย

คุณนริชพันธ์ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของระบบ Handy Sense ว่า “เริ่มต้นจากแรงบันดาลใจ คือ คุณพ่อและต้นตระกูลเป็นเกษตรกร เราเห็นว่าเกษตรกรต้องใช้พลังงานเยอะกว่าจะได้ผลผลิตออกมารวมทั้งเงินทุนและทรัพยากรต่าง ๆ ซึ่งช่วงปี 2558 มีอุปกรณ์ตัวหนึ่งเพิ่งเข้ามาและเป็นที่นิยม คือ อุปกรณ์ไอโอที (Internet of things) เราจึงคิดนำอุปกรณ์นี้มาเป็นตัวช่วยบริหารจัดการฟาร์ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ทั้งด้านทรัพยากรและแรงงาน เพราะคุณพ่อก็แก่ลงทุกวัน นั่นคือจุดเริ่มต้นที่เรานำเทคโนโลยีเข้าไป เพราะเราเป็นลูกเกษตรกร เราจึงต้องการช่วยยกระดับเกษตรกรโดยใช้เทคโนโลยี”

ความเป็นเกษตรกรผนวกกับทักษะความรู้ทางเทคโนโลยีในฐานะนักวิจัยทำให้ระบบ Handy Sense ได้รับการพัฒนาโดยคำนึงถึงการใช้งานของเกษตรกรเป็นหลัก “เราเป็นเกษตรกร เรารู้ว่าควรจะพัฒนาอุปกรณ์หรือเทคโนโลยีอย่างไรให้ support เกษตรกร ซึ่งจริง ๆ แล้วเกษตรกรไม่ต้องการสิ่งที่ยุ่งยากและซับซ้อน เขาต้องการความง่าย ใช้งานง่าย เข้าถึงง่าย”

การทำงานของระบบ Handy Sense
ระบบ Handy Sense ทำงานร่วมกัน 2 ส่วน คือ (1) อุปกรณ์ตรวจวัดและควบคุม (2) web application โดย Handy Sense จะตรวจวัดค่าสภาพแวดล้อมที่สำคัญต่อการเจริญเติบโตของพืชผลแบบเรียลไทม์ผ่านเซนเซอร์ (sensor) ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้นในดิน ความชื้นสัมพัทธ์ แสง และส่งต่อข้อมูลจากเซนเซอร์ผ่านระบบคลาวด์แล้วนำมาเปรียบเทียบกับค่าที่เหมาะสมของการเพาะปลูกพืช (Crop Requirement) เพื่อแจ้งเตือนและสั่งการระบบต่าง ๆ ให้ทำงานต่อไป

โดยทีมวิจัยและพัฒนาได้ศึกษาและรวบรวมข้อมูลค่าที่เหมาะสมของการเพาะปลูกพืช (Crop Requirement) หลายชนิดป้อนค่าไว้ในแอปพลิเคชันโดยอัตโนมัติ ไม่ว่าจะเป็น เมล่อน มะเขือเทศ มะม่วง ข้าว ผักไฮโดรโปรนิกส์ เห็ด เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีฟังก์ชั่นให้เกษตรกรสามารถป้อนค่าเหล่านี้ได้ด้วยตนเองอีกด้วย

● 3 Smart ฟังก์ชันที่มาพร้อมกับความง่าย
เกษตรกรสามารถตรวจสอบข้อมูลสภาพแวดล้อมและสั่งงานระบบผ่าน web application ที่สามารถใช้งานกับคอมพิวเตอร์ไปจนถึงสมาร์ตโฟน เมื่อระบบพบสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมกับพืช เช่น อุณหภูมิในแปลงสูงกว่าค่าที่กำหนดไว้จะแสดงผลเป็นสีแดง เพื่อให้เกษตรกรสังเกตเห็นได้โดยง่ายและสามารถสั่งงานต่อไปได้ทันที ผ่าน 3 สมาร์ตฟังก์ชั่น ดังนี้

1) การสั่งงานผ่านสมาร์ตโฟน
เกษตรกรสามารถสั่งงาน on / off ระบบควบคุมต่าง ๆ ผ่านสมาร์ตโฟนได้ เช่น หากพบการแจ้งเตือนค่าความชื้นในดินต่ำกว่าที่กำหนด สามารถกดสั่งรดน้ำพืชผลได้ทันที
2) การตั้งเวลา
เกษตรกรสามารถตั้งเวลาให้ระบบทำงานโดยอัตโนมัติตามเวลาที่กำหนดไว้ เช่น ตั้งเวลาการให้ปุ๋ยซึ่งจำเป็นต้องให้อย่างสม่ำเสมอ มีรอบเวลาชัดเจน
3) การใช้ระบบเซนเซอร์
เมื่อเซนเซอร์ตรวจพบค่าสภาวะที่ไม่เหมาะสมจะสั่งงานระบบอื่น ๆ ให้ทำงานโดยอัตโนมัติ เช่น หากพบค่าอุณหภูมิสูงกว่าที่กำหนด จะสั่งงานให้สเปรย์หมอกทำงานโดยอัตโนมัติเพื่อลดอุณหภูมิ
“ฟังก์ชันการใช้งานคิดมาจากเราเป็นเกษตรกรแล้วเราอยากได้อะไร สิ่งที่ Handy Sense พยายามทำ คือ ความง่ายในการใช้งาน แต่คำว่าใช้งานง่ายในมุมของเกษตรกรเป็นอย่างไร เราต้องเข้าใจมันก่อน เมื่อเรารู้ว่ากระบวนการใช้งานสมาร์ตโฟนของเกษตรกรเป็นอย่างไรเราจึงพัฒนาให้คล้ายกัน ถ้าเกษตรกรใช้ LINE ได้ ก็ใช้งานระบบนี้ได้เช่นกัน”

นอกจากนี้เกษตรกรสามารถดูข้อมูลสภาพแวดล้อมย้อนหลังช่วง 1 ปีที่ผ่านมาในรูปแบบกราฟรวมถึงสามารถนำข้อมูลออกเป็นรายงานผ่่านแอปพลิเคชันเพื่อใช้เป็นข้อมูลวางแผนการเพาะปลูกในอนาคต “เราพยายามทำให้ Handy Sense สามารถติดตั้งได้ง่ายเหมือน TV ที่เสียบปลั๊กแล้วใช้งานได้ทันที เกษตรกรอาจต้องตั้งค่าเพียงครั้งเดียวแล้วหลังจากนั้นก็ไม่ต้องทำอะไรเพิ่มเติม” คุณนริชพันธ์ กล่าว

● 2 สิ่งที่เกษตรกรต้องมี ! เพื่อใช้งานระบบ Handy Sense
Handy Sense เป็นอุปกรณ์ IoT ดังนั้นสิ่งแรกที่จำเป็นต้องมี Internet ซึ่งใช้ความเร็วเริ่มต้นในระดับ 2G ก็เพียงพอต่อการใช้งาน ถัดมา คือ การให้น้ำโดยใช้ระบบท่อ ด้วย Handy Sense ใช้วาล์วไฟฟ้าควบคุมการให้น้ำ/ปุ๋ย และใช้ magnetic switch ควบคุมการเปิดปิดปั๊มน้ำ นอกจากนี้ยังมีเรื่องของระบบไฟฟ้า ซึ่งคุณนริชพันธ์ อธิบายว่า “ถ้ามีไฟฟ้าจะทำให้เราสามารถใช้งานอุปกรณ์ได้อย่างต่อเนื่องและสะดวกในการจัดหาอุปกรณ์ แต่ถ้าไม่มีก็สามารถใช้แบตเตอร์รี่ หรือ โซลาร์เซลล์ได้ แต่ต้องคอยเฝ้าดูอุปกรณ์หากแบตเตอร์รี่หมด หรือแสงไม่เพียงพอ”
ปัจจุบันอุปกรณ์ Smart Farm มีให้เลือกสรรมากมายในท้องตลาด แต่ความโดดเด่นของ Handy Sense คือ การนำข้อมูลที่ได้จากระบบมาวิเคราะห์ (Data Analysis) จนได้ค่าสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมกับพืชมากที่สุด ซึ่งแตกต่างจากอุปกรณ์ Smart Farm ทั่ว ๆ ไป

“แม้มีอุปกรณ์ Smart Farm จำนวนมากในปัจจุบัน แต่สิ่งที่เราทำเราไม่ได้แข่งขันกับใคร เราเป็นองค์กรที่ต้องช่วยเหลือประชาชน วิจัยเพื่อประเทศชาติ สิ่งที่เราจะทำ คือ Open Hardware คือเราจะมีพิมพ์เขียวของอุปกรณ์ ซอฟต์แวร์ เฟิร์มแวร์ ไปจนถึง web application เปิดเป็นสาธารณะทั้งหมดเพื่อให้เกษตรกรนำไปใช้เป็นประโยชน์กับประเทศของเรา”
Open Hardware ซึ่งเป็นก้าวต่อไปของ Handy Sense นั้น จะมีการทดสอบมาตรฐานระดับอุตสาหกรรม ด้วยอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ใช้กับงานด้านการเกษตรนั้นจะต้องมีความทนทานต่อความแปรปรวนของสภาวะแวดล้อม ไม่ว่าจะเป็นความร้อน ความชื้น ไปจนถึงเรื่องของฟ้าฝน “แน่นอนว่าอุปกรณ์ที่เราส่งผ่านไปถึงเกษตรกร หรือ Open Hardware จะได้มาตรฐาน เราหวังว่าเกษตรกรจะสามารถใช้ได้เหมือนอย่างรถไถ ที่ถึงแม้มีราคาแพง แต่ต้องใช้เพราะของมันต้องมี อย่างไรก็ตาม Open Hardware ของ Handy Sense คาดว่าจะสนนราคาอยู่ที่หลักพันบาท” คุณนริชพันธ์ กล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.nectec.or.th/news/news-article/handy-sense-interview.html?fbclid=IwAR0Nrf6yr3N7kU9BtYHtMeDZrfnMx94LbqR-u_VP4n28_yCEjnAZrVqF-EY#

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *