หลังจากสมาคมวิทยาการวัชพืช ได้เผยแพร่ข้อความผ่านการโฆษณากล่าวหาว่า งานวิจัยภายใต้การนำของ ศ.ดร.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เกี่ยวกับการตกค้างของพาราควอตในซีรั่มมารดาและขี้เทาทารกแรกเกิด เป็นงานวิจัยที่ “ใช้ข้อมูลเท็จ” เพื่อหวังผลให้มีการทบทวนการแบนพาราควอต สอดรับกับการฟ้องร้องของบริษัทที่ผลิตและจำหน่ายพาราควอตต่อศาลปกครองเพื่อให้มีการยกเลิกการแบนสารพิษร้ายแรงที่ 60 ประเทศทั่วโลกยกเลิกการใช้แล้วนั้น

วันนี้ ( 31 สิงหาคม 2563) ที่ อาคาร 100 ปีการสาธารณสุขไทย กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ และกรมควบคุมโรค ได้จัดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงงานวิจัยของ ศ.พรพิมล กองทิพย์ คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เรื่อง ผลกระทบต่อพฤติกรรมประสาทของเด็กทารกจากการขาดไอโอดีนและการรับสัมผัสสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Neonatal Neurobehavioral impacts of Iodine deficiency& pesticide exposures: A baseline for intervention) โดยมี รศ.ดร. จักร์กฤช หิรัญเพชรรัตน์ รองคณบดีฝ่ายวิจัยและนวัตกรรม คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล พร้อมคณะแพทย์ซึ่งประกอบไปด้วย นพ.วิโรจน์ ธนสารไพบูลย์ โรงพยาบาลสวรรค์ประชารักษ์ จังหวัดนครสวรรค์ พญ.นภาพร เกียรติดำรงค์ โรงพยาบาลอำนาจเจริญ จังหวัดอำนาจเจริญ และพญ. นันทา จรูญรุ่งสิริกุล โรงพยาบาลพหลพลพยุหเสนา จังหวัดกาญจนบุรี โดยมี นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน รองอธิบดีกรมวิทยาศาตร์การแพทย์ เป็นผู้ดำเนินรายการ

ศ.พรพิมล อธิบายขอบเขตงานวิจัยว่า ผลงานวิจัยทั้งหมดดำเนินการในปี 2553 เป็นการทำงานร่วมกับโรงพยาบาล 3 แห่ง และทีมแพทย์ทั้งหมดล้วนมีชื่อปรากฏในงานวิจัยทั้งสิ้น มีหนังสือตอบรับการเข้าร่วมงานวิจัยจากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่ง และได้รับใบรับรองทางจริยธรรมแล้ว ทั้งนี้ตัวอย่างในการวิเคราะห์ได้มาจากการเก็บเลือดหญิงตั้งครรภ์ที่เข้ามาฝากครรภ์ 28 สัปดาห์ กับโรงพยาบาล โดยเก็บตัวอย่างเลือด ปัสสาวะ และน้ำนมของมารดา ขี้เทาและเลือดจากสายสะดือทารก โดย นพ.วิโรจน์ พญ.นภาพร และพญ.นันทากล่าวว่า ทั้งสามเป็นหมอเด็ก มีความสนใจและได้เข้าไปมีส่วนร่วมกับงานวิจัยนี้ โดยรับผิดชอบเก็บข้อมูลช่วง 72 ชั่วโมง หลังคลอด และตรวจพัฒนาการของระบบประสาทของเด็กแรกเกิด ซึ่งการประเมินดังกล่าวต้องทำโดยผู้เชี่ยวชาญ ทั้งนี้แพทย์ที่ร่วมวิจัยทั้งหมดล้วนเป็นกุมารแพทย์ที่ผ่านการอบรม สอบปฏิบัติจากโรงพยาบาลรามาธิบดี และได้รับใบอนุญาตแล้วตามมาตรฐานสากล อีกทั้งยังมีพยาบาลผู้เชี่ยวชาญด้านพัฒนาการเด็กทำการร่วมประเมิน บันทึกวีดีโอ และส่งให้ผู้เชี่ยวชาญประเมินด้วย โดยแพทย์จากโรงพยาบาลทั้ง 3 แห่งได้ยืนยันว่าได้เข้าร่วมโครงการวิจัยนี้

ศ.ดร. พลพิมล สรุปผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับสารออร์แกโนฟอสเฟตของหญิงตั้งครรภ์ และแรกคลอด และลดลงเมื่อคลอดแล้ว 2 เดือน ซึ่งสัมพันธ์กับการศึกษาของต่างประเทศหลายแห่ง เมื่อเด็กอายุ 5 เดือน พบว่าหากแม่มีระดับออร์กาโนฟอสเฟตในปัสสาวะสูง จะทำให้เด็กมีความฉลาดทางสติปัญญาลดลง ประสิทธิภาพการทำงานของกล้ามเนื้อมัดเล็ก-ใหญ่ลดลง และสัมพันธ์กับการตอบสนองของเด็กต่อสิ่งเร้าด้วย 2) หลังคลอดเมื่อตรวจในเลือดมารดาและสายสะดือพบพาราควอต 20% และพบไกลโฟเซตสูงถึง 50 % แสดงให้เห็นว่าสารดังกล่าวส่งต่อจากแม่ไปถึงลูก 3) นอกจากนี้ยังตรวจพบพาราควอตในหญิงตั้งครรภ์ และในขี้เทาเด็กแรกเกิดรวมถึงในน้ำนมมารดาก็พบออร์แกโนฟอสเฟตหลายตัวอีกด้วย

นายสุรชัย ตรงงาม เลขาธิการมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ให้ความเห็นว่า งานวิจัยนี้เป็นประโยชน์ต่อสาธารณะ ผู้วิจัยย่อมยินดีให้ตรวจสอบได้ แต่หากเป็นการใช้สิทธิที่ไม่สุจริต หรือใส่ความให้ผู้วิจัยเสื่อมเสียชื่อเสียงโดยไม่เป็นธรรม เช่น กล่าวหาว่าข้อมูลเป็นเท็จ จะเรียกได้ว่าเป็นการหมิ่นประมาท จะมีความผิดทั้งทางแพ่งและอาญา และหากนำถ้อยคำดังกล่าวไปเผยแพร่ เช่น ผ่านทางสื่อสังคมออนไลน์ ถือว่ามีความผิดฐานการหมิ่นประมาททางการโฆษณา ขอให้ดำเนินการให้ถูกต้อง

นพ.สมฤกษ์ จึงสมาน รองอธิบดีกรมวิทยาศาตร์การแพทย์ กล่าวสรุปว่า กรมควบคุมโรค และกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์จะเป็นผู้ให้การสนับสนุนการทำงานวิจัย เพราะเป็นหน้าที่ของหน่วยงานรัฐซึ่งต้องทำหน้าที่ในการเฝ้าระวัง พร้อมจะปกป้องประชาชนเช่นเดียวกัน โดยจะลงสำรวจ และเก็บตัวอย่างผักผลไม้ รวมทั้งแหล่งน้ำเพื่อดูผลกระทบที่เกิดจากการใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในชุมชนเพื่อปกป้องคุ้มครองสุขภาพประชาชนไปพร้อมๆกันด้วย

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *