วันนี้ (3 กันยายน 2563) ที่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข แพทย์หญิงพรรณประภา ยงค์ตระกูล โฆษกกระทรวงสาธารณสุข แถลงความคืบหน้าสถานการณ์ผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ในประเทศไทยวันนี้ มีผู้ติดเชื้อรายใหม่ 2 ราย เป็นผู้ที่เดินทางกลับจากต่างประเทศ (อินโดนีเซีย 1 ราย, สหรัฐอเมริกา 1 ราย) และเข้ากักตัวในสถานที่รัฐจัดให้ มีผู้ป่วยกลับบ้านได้ 3 ราย ทำให้มีผู้ป่วยกลับบ้านสะสม 3,277 ราย หรือคิดเป็นร้อยละ 95.62 ของผู้ป่วยทั้งหมด มีผู้ป่วยที่ยังรักษาอยู่ในโรงพยาบาล 92 ราย หรือร้อยละ 2.68 ของผู้ป่วยทั้งหมด ไม่มีผู้เสียชีวิตเพิ่ม รวมผู้เสียชีวิตสะสม 58 ราย ผู้ป่วยสะสมทั้งสิ้น 3,427 ราย

สำหรับผู้ติดเชื้อรายใหม่วันนี้เดินทางมาจาก

           อินโดนีเซีย 1 ราย  เป็นเพศชาย สัญชาติไทย อายุ 22 ปี อาชีพนักศึกษา เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 20 สิงหาคม 2563 เข้ากักตัวในสถานที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) ใน จ. ชลบุรี พบเชื้อจากการตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 1 กันยายน 2563 (เป็นวันที่ 12 ของการกักตัว) ไม่มีอาการ  เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลใน จ.ชลบุรี โดยก่อนหน้านี้พบผู้ติดเชื้อจากเที่ยวบินเดียวกัน 2 ราย

          สหรัฐอเมริกา 1ราย เป็น เพศหญิง สัญชาติไทย อายุ 23 ปี อาชีพรับจ้าง เดินทางถึงประเทศไทยวันที่ 21สิงหาคม 2563 เข้ากักตัวในสถานที่รัฐจัดให้ (State Quarantine) ในกรุงเทพมหานคร พบเชื้อจากการตรวจครั้งที่ 2 วันที่ 1 กันยายน 2563 (เป็นวันที่ 11 ของการกักตัว) ไม่มีอาการ เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลในกรุงเทพมหานคร

          สถานการณ์ทั่วโลกวันนี้ มีผู้ติดเชื้อสะสม 26,174,024 ราย ในจำนวนนี้เป็นผู้ติดเชื้อรายใหม่ 286,167 ราย มีผู้เสียชีวิตสะสม 866,535 ราย โดยประเทศที่มีผู้ติดเชื้อสะสมสูงสุด 3 อันดับแรก คือ สหรัฐอเมริกา บราซิล และอินเดีย ส่วนประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 121 ของโลก

          จากการประชุมกระทรวงสาธารณสุขในวันนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้ให้นโยบายที่ชัดเจนในเรื่องการบริหารจัดการสถานการณ์ของโรคโควิด 19 โดยเฉพาะในเรื่องการผลิตและได้มาของวัคซีนป้องกันโรคโควิด 19 ซึ่งประเทศไทยจะต้องมีส่วนร่วมเป็นประเทศแรกๆ ในโลกที่ได้รับวัคซีน  โดยรัฐบาลได้สนับสนุนจัดสรรงบประมาณเพื่อการพัฒนาวิจัยและผลิตวัคซีนในประเทศ  มีการเจรจากับต่างประเทศที่มีการพัฒนาวัคซีน และร่วมมือกันรับการถ่ายทอดเทคโนโลยีเพื่อทำการผลิตในประเทศ คาดว่า ในต้นปี 2564 จะได้มาซึ่งวัคซีน และใช้เวลาอีก 6 เดือนในการผลิต ซึ่งจะมีกำลังในการผลิต 200 ล้านโด๊ส ต่อปี รวมถึงการจัดซื้อจัดหาวัคซีนนำมาใช้ในประเทศ โดยอยู่ระหว่างเจรจาความร่วมมือกับโครงการโคแวกซ์ (COVAX) ขององค์การอนามัยโลก ซึ่งมี 10 บริษัทที่มีแนวโน้มจะผลิตวัคซีนออกมาได้ หากไทยเข้าร่วมลงทุน ไม่ว่าบริษัทใดก็ตามที่ผลิตวัคซีนได้ก่อน ประเทศไทยจะมีสิทธิได้ใช้ด้วย

          สำหรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในประเทศเมียนมา ที่มีพรมแดนติดกับประเทศไทย โดยในวันนี้มีรายงานผู้ติดเชื้อรายใหม่ 76 ราย ทำให้มีผู้ติดเชื้อสะสม 995 ราย โดยรัฐที่มีผู้ติดเชื้อมากที่สุดคือ รัฐกะเหรี่ยง และย่างกุ้ง ส่วน รัฐยะไข่พบผู้ติดเชื้อเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างชัดเจน โดยใน 1 เดือน พบผู้ติดเชื้อรายใหม่จาก 16 ราย เป็น 413 ราย ส่วนใหญ่เป็นการติดเชื้อภายในประเทศ ประเทศไทยจึงได้เพิ่มการเฝ้าระวังอย่างเข้มข้น ในแถบพื้นที่แนวชายแดน โดยได้มีความร่วมมือกับฝ่ายปกครอง ท้องถิ่น ความมั่นคง และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน ในการดูแลประชาชนในพื้นที่ ซึ่งขณะนี้มีรายงานการลักลอบเข้าประเทศอยู่บ้าง แต่จากการตรวจจับผู้ลักลอบเข้าเมือง ทำการตรวจหาเชื้อโควิด 19 ทั้งหมดยังไม่พบการติดเชื้อ

ขอความร่วมมือ อสม. และประชาชนในพื้นที่ช่วยกันเป็นหูเป็นตาให้กับภาครัฐในการดูแลพื้นที่แถบชายแดน ส่วนผู้ที่รับแรงงานต่างด้าวโดยเฉพาะแรงงานผิดกฎหมายเข้าทำงานในระยะนี้ ขอให้งดเว้นไปก่อน เพื่อป้องกันการนำเชื้อเช้าสู่ประเทศซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไปในอนาคต

          นอกจากนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพได้ทำการสำรวจพฤติกรรมของประชาชนในการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 ในแบบสอบถามออนไลน์เพื่อนำข้อมูลไปพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายในการปรับมาตรการของภาครัฐ โดยได้ทำการสำรวจทุก 2 สัปดาห์ ครั้งนี้สำรวจระหว่างวันที่ 14-31 สิงหาคม 2563 จำนวน 55,799 ตัวอย่าง พบว่าประชาชนมีพฤติกรรมป้องกันตนเองลดลงอย่างชัดเจนในทุกด้าน ทั้งการใส่หน้ากากอนามัย, การระวังไม่นำมือสัมผัสใบหน้า ตา จมูกปาก, การล้างมือบ่อยๆ และการเว้นระยะห่าง จากเดิมภาพรวมพฤติกรรมป้องกันตนเองสูงสุดอยู่ที่ร้อยละ 87.2 ลดลงเหลือ ร้อยละ 73.6 ส่วนมาตรการของภาครัฐที่ประชาชนมั่นใจที่สุดคือในด้านการรักษาพยาบาล และการให้ขอมูลที่ถูกต้องรวดเร็ว และประชาชนยังเห็นด้วยกับการมีสถานกักตัวที่รัฐจัดให้ (State Quarantine)

             สำหรับวันหยุดยาวที่จะมาถึงในวันที่ 4 – 7 กันยายน 2563 นี้ขอความร่วมมือของประชาชนทุกคนท่องเที่ยวอย่างปลอดภัย ป้องกันตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัย/หน้ากากผ้าทุกครั้งที่อยู่ในสถานที่สาธารณะ หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่แออัดคนรวมกันจำนวนมาก เว้นระยะห่าง ล้างมือบ่อย ๆ หากมีอาการป่วย เป็นไข้ หรือมีอาการระบบทางเดินหายใจ ควรพักรักษาตัวอยู่บ้าน ป้องกันการแพร่เชื้อสู่ผู้อื่น และลงทะเบียนเข้า-ออก สถานที่ในแพลตฟอร์มและแอปพลิเคชัน “ไทยชนะ” ทุกครั้งที่เข้าใช้บริการ 

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *