“ชีวิตหนูมันเดินถึงทางตัน สุดทางแล้วนะ สุดขีดเลย หนูเคยคิดว่าจะอยู่ไปทำไม อยู่ไปเพื่ออะไร กำลังจะคิดถึงแต่ตัวเองแล้วนะ หนูจะไปแล้ว หนูจะไม่อยู่แล้ว ชีวิตมันมีแต่ความทุกข์ มันทรมาน ทั้งเรื่องลูกหาย เรื่องครอบครัว เรื่องเศรษฐกิจ มันถาโถม จนหนูไม่ไหวแล้ว แต่เมื่อหันไปมองลูกอีกสองคนที่กำลังเรียน เขาจะอยู่ยังไงล่ะ ถ้าไม่มีเรา ใครจะดูแลเขาล่ะ เขายังเล็กกันมาก ตัดสินใจต้องสู้ ต้องมีชีวิตต่อ ต้องอยู่เพื่อเขา อยู่เพื่อน้องจีจี้ที่ยังไม่พบตัว ” นางมณีไพสาลี แม่เด็กหญิงจีรภัทร ทองชุม หรือน้องจีจี้ เด็กหาย กล่าวเปิดใจในวันที่กำลังจะครบรอบ 10 ปี ในวันที่18 กันยายน 2563 ที่จะถึงนี้ ผ่านทางเฟชบุ๊กศูนย์คนหายมูลิธิกระจกเงา

เหตุการณ์น้องจีจี้เด็กหญิงวัย 9 ขวบหายตัวไปในปั้มน้ำมันแห่งหนึ่ง ที่ อ.แก่งคอย จ.สระบุรี เมื่อวันที่ 18 กันยายน 2553ซึ่งปัจจุบันยังไม่พบตัว

นางมณี กล่าวว่า ความรู้สึกคนเป็นแม่ ยอมอด ยอมลำบาก ในขณะลูกที่หายก็ยังต้องตาม ลูกที่ยังอยู่ ต้องดูแลเขาให้มากกว่าเดิม ก็ได้ลูกๆนี่แหละ เป็นกำลังใจให้ เขาพอจะช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง หยิบจับหุงข้าวช่วยงานบ้านเรา

“คนยังจำได้ ว่าหนูเป็นแม่น้องจีจี้ เป็นแม่เด็กหาย เขาเดินมาทักมาถาม ให้กำลังใจ บอกสู้ๆนะ เดี๋ยวก็เจอ เดี๋ยวน้องจีจี้ก็ได้กลับบ้าน หนูรับรู้ได้เลยว่าเขาอยากให้กำลังใจจริงๆ บางคนเขาเสียใจกับเราไปด้วยที่ยังหาลูกไม่เจอ ” เธอกล่าว

ตอนน้องจีจี้หายตัวไป ตำรวจไม่รับแจ้งความเพราะไม่ครบ 24 ชม. เหตุการณ์น้องจีจี้ ทำให้ตอนนี้ การแจ้งความคนหายไม่ต้องรอครบ 24 ชม.แล้ว

“สังคมตื่นตัวเรื่องเด็กหายขึ้นมาก ทุกวันนี้หนูทำงานขายของในห้าง เห็นผู้ปกครองพาเด็กมา เขาจับมือ คอยระวังไม่ให้ลูกหาย เราดีใจนะที่ทุกคนตื่นตัวกับเรื่องนี้ เวลาเห็นข่าวเด็กหายรายอื่น พูดตรงๆเลยว่าเราเสียใจไปด้วย หนูรับรู้มันไง เข้าใจความรู้สึกที่ลูกหาย ความรู้สึกสูญเสีย เข้าใจพ่อแม่ที่เขามีหัวอกเดียวแบบเรา แต่ของเรามันยาวนานเป็นสิบปีแล้ว ” มณีกล่าว

ภาพสเก็ตน้องจีจี้

และบอกว่า ” หนูไม่เคยเปลี่ยนแปลงเรื่องตามหาลูกนะ แม้ชีวิตจะต้องลำบาก เจอเรื่องอะไรสารพัดไม่เคยคิดจะหยุดเลย ตามหาเท่าที่กำลังตัวเองจะทำได้ บางทีมากรุงเทพฯ ยังฝากใบประกาศให้รถตู้โดยสาร เผื่อมีใครเห็น มีใครเคยเจอน้องจีจี้ สักวันอาจเจอจากประกาศสักใบที่เราแจกก็ได้ หนูไม่เคยคิดหยุดตามหาเขา รอเขาเสมอ”

เธอบอกว่า เธอใช้ความเจ็บปวดทุกอย่างที่ผ่านมา เป็นประสบการณ์ ใช้ทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับชีวิตเป็นบทเรียน ทุกสิ่งอย่างมันสอนเรา

และทำชีวิตแต่ละวันให้ลูกที่เหลืออยู่มีความสุข ให้ลูกไม่อด หนูมองไม่ออกจริงๆ ว่าชีวิตจะเอายังไงต่อ ทำอย่างไรต่อ มันเลยต้องสร้างความแข็งแกร่งให้กับตัวเอง หนูยังร้องไห้ ยังทุกข์หนัก ก็คิดแค่ว่าทำงานให้หนัก ให้มันลืมเรื่องราวความทุกข์ ทำตัวให้ยุ่งกับงาน ให้มันไม่มีเวลาว่างมาคิดกังวลอะไร บอกลูกตลอด อดทนหน่อยนะลูก แม่สู้แล้ว แม่สุดๆแล้ว อดทนกับแม่นะ หนูไม่กล้าคิด ไม่กล้าฝันอะไรไกลๆแล้ว แค่เอาแต่ละวันให้รอด

มณี ไพสาลี แม่เด็กหญิงจีรภัทร ทองชุม เด็กหาย

มณีบอกว่า บางครั้งนั่งร้องไห้อยู่คนเดียวบ่อยๆ จนคิดว่า ไม่ได้ประโยชน์อะไร ไม่มีใครช่วย ก็เหลือแต่ตัวเราเอง บอกตัวเองแค่ว่า มันจะต้องดีขึ้น บางวันทั้งตัวมีเงินอยู่ 40 บาท ไม่กินข้าวเลย อดทั้งวัน เก็บเงินไว้ให้ลูกไปโรงเรียนวันพรุ่งนี้ เขาจะแบ่งกันไปคนละ 20 บาท คิดในใจว่า เอาให้สุด ทุกข์ให้พอแล้วหนูจะสู้กับมัน ผ่านอารมณ์ชั่ววูบมาได้ มองแต่ลูกว่า ถ้าเราเป็นอะไรไปลูกจะอยู่ยังไง แล้ววันหนึ่งถ้าจีจี้กลับมาจะเจอใคร เราถึงยังยืนอยู่ได้

“หนูยังจำรอยยิ้มเขา จำหน้าตาจมูกปาก จำทุกสิ่งที่เป็นเขาได้ จำตอนที่เขากอดเราได้ นั่งรถไปไหนจีจี้จะร้องเพลง เขาชอบกินข้าว กินขนมแบบนี้ ทุกอย่างเกี่ยวกับน้องจีจี้ หนูไม่เคยลืม แม้มันจะนานถึงสิบปีแล้วก็ตาม…”—-มณี ไพสาลี แม่เด็กหญิงจีรภัทร ทองชุม

ทั้งนี้ศูนย์คนหายมูลนิธิกระจกเงา ได้ลำดับเหตุการณ์น้อง จีจี้หายตัวไป

วันที่ 18 กันยายน 2563 ที่จะถึงนี้ จะเป็นวันครบรอบ 10 ปีเต็มที่น้องจีจี้ หรือเด็กหญิงจีรภัทร ทองชุม อายุขณะนั้นเพียง 9 ขวบ หายตัวไปอย่างลึกลับ ขณะช่วยแม่ขายพวงมาลัยในปั้มน้ำมันที่อำเภอแก่งคอย จังหวัดสระบุรี.กล้องวงจรปิดสุดท้าย หน้าร้านสะดวกซื้อในปั้มน้ำมันที่เกิดเหตุ จับภาพน้องจีจี้กำลังขายพวงมาลัยโดยเดินผ่านหน้าร้านสะดวกซื้อไปทางถนนหน้าปั้ม จากนั้นไม่มีใครพบน้องจีจี้อีกเลย .

บริเวณทางเท้า ริมถนนหน้าปั้มน้ำมัน พบรองเท้าที่น้องจีจี้สวมใส่ ตกอยู่หนึ่งข้าง โดยไม่มีเศษพวงมาลัยหรือวัตถุพยานอื่นๆตกอยู่.หลังจากน้องจีจี้หายตัวไป ครอบครัวพยายามค้นหาบริเวณโดยรอบปั้มน้ำมัน เมื่อไม่พบตัว จึงไปแจ้งความเด็กหายที่สถานีตำรวจภูธรแก่งคอย ตำรวจที่ทำหน้าที่ในขณะนั้นไม่รับแจ้งความโดยอ้างว่า ยังหายตัวไปไม่ครบ 24 ชม. .

ตอนเกิดเหตุ 2-3 วันแรก การหายตัวไปของน้องจีจี้แทบไม่ใครรู้ กระทั่งมีนักข่าวท้องถิ่นไปเติมน้ำมันที่ปั้มเกิดเหตุ จึงทราบเรื่องและรายงานเป็นข่าว จนกลายเป็นกระแสและข่าวดังในช่วงเวลาต่อมา.

ตำรวจมุ่งประเด็นไปที่มีคนพาน้องจีจี้ไป มีบุคคล 2 กลุ่มที่เป็นเป้าหมาย คือ บุคคลที่เด็กอาจรู้จักมาก่อน หรือเป็นคนที่มาใช้บริการปั้มน้ำมันหรือจอดรถอยู่หน้าปั้มน้ำมันในช่วงเกิดเหตุ.

ช่วงปีสองปีแรกครอบครัวน้องจีจี้ เดินทางตระเวนไปทุกภาคทั่วประเทศ ตามเบาะแสหรือข้อมูลที่มีคนให้มา แต่ไม่พบตัว.เบาะแสที่ใกล้เคียงน้องจีจี้มาที่สุด คือ เด็กขายพวงมาลัยที่สี่แยกศรีอยุธยา และเด็กขายดอกไม้ที่บางแสน ซึ่งโครงหน้าคล้ายน้องจีจี้ แต่ตรวจสอบข้อมูลโดยละเอียดแล้ว เป็นเพียงเด็กหน้าคล้ายกัน.

ครอบครัวน้องจีจี้ เคยเดินทางเข้าพบรองผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติที่กำกับดูแลงานด้านคนหาย เพื่อให้ช่วยติดตามคดี ซึ่งถือว่าได้พบผู้ใหญ่ระดับสูงของตำรวจแล้ว .ครอบครัวน้องจีจี้ ได้ยื่นหนังสือกับผู้ช่วยผู้บัญชาการสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้ช่วยติดตามปัญหาเด็กหาย และขอให้ตำรวจออกคำสั่งรับแจ้งความเด็กหายทันทีไม่ต้องรอหายครบ 24 ชม.

.

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *