21 ต.ค. 63 วันนี้ The Reporters รายงานว่า เวลา 09.00 น. ห้องพิจารณา 907 ศาลอาญานัดไต่สวนผู้แทนดีอีเอส เรื่องการขอระงับการแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ของ Voice TV ตาม พ.ร.บ. คอมพิวเตอร์ โดยทนายได้ยื่นคัดค้านคำสั่งศาล อ้างว่าการปิดสื่อมวลชนเป็นการกระทำที่ขัดกับรัฐธรรมนูญของไทย ปี 2560 มาตรา 35 บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสารหรือการแสดงความคิดเห็นตามจริยธรรมแห่งวิชาชีพการสั่งปิดกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนอื่นเพื่อลิดรอนเสรีภาพตามวรรคหนึ่ง จะกระทํามิได้ แม้ว่าข้อมูลเบื้องต้นคดีนี้เป็นคดีหมายเลขดำที่ คศ.349/63 และมีคำสั่งอนุญาตให้ปิดการเสนอข่าวไปแล้วตามคำขอของ กระทรวงดิจิทัลฯ เป็นคดีหมายเลข แดงที่ คศ339/63

ศาลไต่สวนแจ้งในห้องพิจารณาคดีว่า ทางกระทรวงฯ ได้ยื่นคำร้องมาและศาลเวรได้มีคำสั่งอนุญาตให้ตามขอ แต่ตามขั้นตอนสำนวนคดีนี้ต้องส่งให้อธิบดีศาลอาญาตรวจ เมื่ออธิบดีตรวจแล้วพบว่ายังมีข้อเท็จจริงไม่ชัดเจน ทั้งศาลเวรก็อาจไม่มีความรู้เรื่อง พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ จึงมอบหมายให้ผู้พิพากษาที่มีความรู้รับผิดชอบในการเรียกผู้ร้องมาสอบถาม ผู้ร้องมีพยานคือ ตำรวจที่ได้รับมอบอำนาจ และ ผอ.กองป้องกัน กระทรวงดิจิทัลฯ ทาง Voice TV ทราบเรื่องดังกล่าวจึงแต่งตั้งทนายความยื่นคัดค้านคำสั่งศาล ศาลจึงเปิดโอกาสให้เป็นการไต่สวนสองฝ่าย ตามหลักฟังความทุกด้าน ในวันนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจผู้รับมอบอำนาจมาให้การในชั้นศาลเป็นพยานผู้ร้อง

โดยในวันนี้พยานผู้ร้องอ้างว่าต้องปิดช่องทางการสื่อสารต่างๆ ที่ voiceTV เผยแพร่ภาพ ข้อความที่กล่าวหาว่าตำรวจใช้ความรุนแรง เชิญชวนให้คนมาชุมนุมซึ่งผิดกฎหมาย (พ.ร.ก.ฉุกเฉินร้ายแรง) โดยเจ้าหน้าที่ต้องปิดระบบเผยแพร่ข้อมูลทางคอมพิวเตอร์ทั้งหมดจากระบบภายนอก รวมทั้งเนื้อหาและข้อความที่เผยแพร่แต่ก่อนเกิดเหตุการชุมนุมด้วย แต่หากทาง Voice TV ให้ความร่วมมือปิดจากระบบภายใน ก็สามารถปิดได้บางรายการหรือบางข้อความ

ต่อมาศาลอาญาพิจารณาและสั่งให้ยกคำร้องดีอีเอส โดยยืนยันเสรีภาพสื่อตามรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 35 วรรค 2 และ มาตรา 36 วรรค 1 และให้ยกเลิกคำสั่งศาลที่ให้ระงับการแพร่หลาย ซึ่งข้อมูลในคดีนี้ เพราะเห็นว่าคำสั่งศาลดังกล่าวไม่ถูกต้อง และเป็นการปิดกั้นการสื่อสาร โดยศาลระบุครอบคลุมถึง The Reporters The Standard ประชาไท และ เยาวชนปลดแอก ด้วย ตามที่ดีอีเอสเคยอ้างก่อนหน้านี้

วิญญัติ ชาติมนตรี ทนายความของ Voice TV กล่าวว่า เนื่องจากก่อนหน้านี้มีข่าวออกไปทางสื่อมวลชนว่า ศาลมีคำสั่งปิดวอยซ์ทีวีไปแล้ว ซึ่งศาลเห็นว่าคำสั่งนั้นมีการคาดเคลื่อน จึงมีคำสั่งจากอธิบดีศาลอาญาว่าเรื่องนี้จะต้องมีการไต่สวน เมื่อยื่นไต่สวนอีกครั้ง Voice TV จึงยื่นคำร้องขอคัดค้านเมื่อเช้านี้ ศาลให้โอกาสในการซักถามพยานทั้งสองปาก ผลสรุปศาลให้ความคุ้มครอง โดยศาลเห็นว่าสิทธิเสรีภาพของประชาชน โดยเฉพาะในการสื่อสารในช่องทางใดๆ ควรได้รับการคุ้มครองตามมาตรา 36 วรรค 1 และที่สำคัญศาลได้วินิจฉัย พ.ร.ก.ฉุกเฉิน มาตรา 9(3) แม้จะห้ามในการนำเสนอข่าว ก็ต้องเป็นการห้ามเฉพาะเจาะจง ข้อความใดผิดก็ปิดตรงนั้น ไม่ใช่ปิดทั้งสื่อ เป็นเรื่องน่ายินดีและขอขอบคุณศาลอีกครั้ง

“ศาลยังพูดเจาะจงเฉพาะกับสื่อมวลชน ว่าเสรีภาพของสื่อมวลชนเป็นเรื่องสำคัญมากเพราะเป็นหลักการตามรัฐธรรมนูญและสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้กระบวนการยื่นคำร้องไม่มีการระบุเป็นการเฉพาะเจาะจงว่าเนื้อหาหรือข้อความใดผิดกฎหมาย เพราะศาลมองว่าการจะปิดได้จะต้องมีเนื้อหาเฉพาะเจาะจงว่าข้อความใดผิดกฎหมาย จะปิดทั้งช่องทางไม่ได้ ไม่ว่าจะปิดสถานี ปิดเพจ ปิดยูอาร์แอลใดก็ตาม ถือว่าเกินขอบเขตของกฎหมาย” วิญญัติกล่าว

ขอบคุณข้อมูลจาก https://prachatai.com/journal/2020/10/90074

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *