25 ตุลาคม 2563 นายประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรคเพื่อไทย และ ผศ.ดร.อรุณี กาสยานนท์ โฆษกพรรค ร่วมกันแถลงหลังการประชุม ส.ส. พรรคเพื่อไทย เพื่อเตรียมความพร้อมและหารือแนวทางการอภิปรายในการประชุมรัฐสภาสมัยวิสามัญ วันที่ 26-27 ตุลาคมนี้
โดย นายประเสริฐ กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยได้เตรียมหัวข้อและผู้อภิปรายในครั้งนี้ 20 คน โดยมีประเด็นอภิปราย ได้แก่ความเป็นมาและต้นตอของปัญหา ข้อเรียกร้องของผู้ชุมนุม และ ทางออกของประเทศ โดยพรรคเพื่อไทยคิดว่ารัฐสภาควรเป็นที่พึ่งให้กับประชาชน ทั้งนี้ คำขอเปิดอภิปรายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ 3 ประเด็น พรรคเพื่อไทยจะยึดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาเป็นหลัก


นายประเสริฐ กล่าวต่อว่า รัฐบาลได้ตั้ง 3 ประเด็นขึ้นมา เพื่อพุ่งไปที่ผู้ชุมนุมเป็นหลัก แต่พรรคเพื่อไทยและพรรคร่วมฝ่ายค้านได้มีคำขอเสนอเปิดอภิปรายทั่วไปในประเด็นที่เป็นปัญหาภาพกว้างกว่านี้ เพราะฉะนั้น ในการอภิปรายครั้งนี้ เราคงต้องมีการพูดถึงปัญหาภาพรวมอีกครั้ง
ด้าน ผศ.ดร.อรุณี ยอมรับว่าระยะเวลาการอภิปรายของฝ่ายค้านเสียเปรียบ เพราะมีการแบ่งเวลาออกเป็น 4 ส่วน ในขณะที่พรรคฝ่ายค้านได้เวลาอภิปรายเพียง 1 ใน 4 เท่านั้น อย่างไรก็ตามพรรคร่วมฝ่ายค้านจะมีการประชุมหารือสรุปกันอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ เวลา 8.00 น. นอกจากนี้ พรรคเพื่อไทยจะมีการตั้งวอร์รูมคู่ขนานไปกับสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงบางมุมมอง โดยผู้เชี่ยวชาญในด้านต่างๆ นำเสนอผ่านสื่อของพรรคเป็นหลัก

ก่อนหน้านี้ นางอังคณา นิละไพจิตร อดีตคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน ได้โพสต์ข้อความในเฟชบุ๊กส่วนตัว Angkhana Neelapaijit โดยระบุว่า การประชุมรัฐสภาวิสามัญ #ทางออกจากความขัดแย้ง หรือ #การเดินสู่ทางตัน

อังคณา นิละไพจิตร

โดยข้อความระบุ ต่อว่า หลังจากนายกแถลง “#ถอยคนละก้าว” ต่อมายกเลิกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง (ไม่ยอมเพิกถอน) และมาถึงการเปิดประชุมสภาสมัยวิสามัญ ทำให้หลายคนเริ่มมีความหวังว่ารัฐสภาน่าจะเป็นทางออกในการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองร่วมกัน แต่พอได้อ่านหนังสือนายกฯถึงประธานรัฐสภาถึง 3 เหตุผลของการเปิดประชุมสมัยวิสามัญ ทำให้หลายคนเริ่มหมดหวัง และกังวลว่าความขัดแย้งอาจลุกลามมากขึ้นจนนำไปสู่การใช้ความรุนแรงต่อกัน เพราะแทนที่นายกฯจะ #เปิดเวทีหารือข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษาและประชาชน กลับกลายเป็น #ใช้เวทีรัฐสภาในการชี้แจงเหตุผลการดำเนินการของรัฐบาล ทั้งเรื่องการชุมนุมที่อาจแพร่การติดเชื้อ COVID19 การอ้างเหตุการณ์ขบวนเสด็จที่นำมาสู่การประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง และการทำผิดกฎหมายของผู้ชุมนุมจนทำให้ต้องใช้รถน้ำความดันสูง (water cannon) สลายการชุมนุมเมื่อ วันที่ 16 ตุลาคม (ยอมรับว่าใช้รถฉีดน้ำแรงดันสูง แต่ยังคงไม่ยอมบอกว่าใช้สารเคมีอะไรผสมน้ำฉีดใส่ประชาชน)
จากหนังสือฉบับดังกล่าวทำให้คาดเดาได้ว่ารัฐบาลน่าจะใช้เวทีรัฐสภาชี้แจงปกป้องตนเองและการปฏิบัติหน้าที่ของบรรดาเจ้าหน้าที่ หรืออาจพยายามกล่าวหาบุคคล หรือกลุ่มบุคคลที่รัฐเชื่อว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุมของเยาวชน โดยไม่ใส่ใจข้อเรียกร้องของนักเรียน นักศึกษาและประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการร่างรัฐธรรมนูญใหม่ที่ประชาชนมีส่วนร่วม หรือการยุติการคุกคามนักเรียนนักศึกษา ซึ่งหากเป็นเช่นนั้นก็น่าเสียดายที่กลไกรัฐสภาอาจไม่สามารถเป็นเวทีเพื่อหาทางออกในการแก้ปัญหาได้อีกต่อไป ในขณะที่เสียงเรียกร้องให้ #นายกลาออก #ยุติการสืบทอดอำนาจ #ยุบสภา #ShutDownสว คงดังขึ้น และก็คงยากที่ประเทศไทยจะหาทางออกร่วมกันอย่างสันติวิธีได้อีก

By admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *